โรงสีเล่นกลเสกข้าว5%เป็นข้าว25% ฟันส่วนต่างเข้ากระเป๋า

พาณิชย์เต้น หลังโรงสีข้าวลูบคมแจ้งเท็จรับจำนำข้าว 5% ผสมปลายข้าวราคาถูก แปลงเป็นข้าว 25% ฟัน "ส่วนต่าง" เข้ากระเป๋าทำโครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2549 มีแต่ข้าวขาวคุณภาพต่ำเต็มโกดัง ฟากชมรมโรงสีพิจิตรวิ่งรอกชี้แจง โยนเป็นพันธุ์ข้าวท้องไข่สูง สีเป็นข้าวขาว 5% ไม่ได้ ด้านประมูลข้าวขาว-หอมมะลิค้างสต๊อก "ข้าวไชยพร-ซีพีอินเตอร์เทรด" เสนอราคานำลิ่ว

หลังสิ้นสุด โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 ในปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงการค้าข้าวขึ้นมาทันทีในลักษณะที่ว่า โรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการกับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกัน "แจ้งเท็จ" ชนิดข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ โดยใช้ "ส่วนต่าง" ของการแปรสภาพข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสาร ที่อัตราแปรสภาพข้าวแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน มาทำ "กำไร" เข้ากระเป๋า

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางกระทรวงได้รับหนังสือร้องเรียนการทุจริตในการรับจำนำข้าวขาว 25% ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 โดยหนังสือร้องเรียนฉบับดังกล่าวได้ให้ข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2549 มีการรับจำนำข้าวเปลือกหลายเกรด ทำให้เกิดช่องว่างให้โรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการในหลายจังหวัดในภาคกลางตอนบน กับภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการ "ทุจริต" แจ้งเท็จชนิดข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทั้งนี้ โรงสีข้าวที่เป็นต้นตอของขบวนการทุจริตแจ้งชนิดข้าวเปลือกไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อหวังผล "ส่วนต่าง" อัตราแปรสภาพข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสาร จะเกาะกลุ่มอยู่ในบริเวณจังหวัดนครสวรรค์, พิจิตร, กำแพงเพชร, สุโขทัย ได้ใช้วิธีการนำข้าวเปลือก 5% มาแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วนำไปผสมกับปลายข้าวเพื่อทำให้เป็นข้าว 25% แล้วส่งมอบเข้าคลังของรัฐบาล โดยทำเอกสารเท็จแจ้งว่าข้าวเปลือกที่รับจำนำจากชาวนามาแปรสภาพเป็นข้าวสารนั้น เป็นข้าวเปลือก 25% ไม่ใช่ข้าวเปลือก 5% ตามความเป็นจริง

การกระทำดังกล่าวทำให้โรงสีข้าวได้ "กำไรเพิ่มขึ้น" ประมาณเกวียนละ 400 บาท แต่ผลเสียกลับตกเป็นของรัฐบาลที่เป็นผู้ส่งให้โรงสีข้าวแปรสภาพข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสาร เนื่องจากข้าวในคลังของรัฐบาลจะมีแต่ข้าว 25% ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพต่ำเข้ามาไว้จนเต็มโกดังไปหมด ขณะที่ปัจจุบันข้าวเปลือก 25% ในตลาดมีน้อยมาก แต่ปรากฏว่าในคลังสินค้าของรัฐตอนนี้มีข้าว 25% ประมาณ 200,000-300,000 ตัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมาก

"ความเคลื่อนไหวในการทุจริตข้าวปีนี้ เริ่มแรกมีข่าวออกมาว่า มีการนำข้าวเปลือก 5% ไปสวมเป็นข้าวเปลือก 25% ส่งมอบเข้าโครงการรับจำนำ ผมได้ยินทีแรกก็งง เพราะไม่น่าเป็นไปได้ ราคารับจำนำข้าวเปลือก 5% แพงกว่าข้าวเปลือก 25% แต่ระหว่างนั้นมีความเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในวงการไปพร้อมกันคือการสั่งซื้อปลายข้าววิ่งจากพื้นที่ภาคกลางขึ้นไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนจำนวนมาก" แหล่งข่าวในวงการค้าข้าวกล่าว

และเมื่อสอบถามไปยังเพื่อนฝูงในวงการโรงสีข้าว จึงได้ทราบว่ามีโรงสีหลายแห่งแถบจังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก สั่งซื้อปลายข้าวขึ้นไปผสมแล้วส่งเข้าโครงการรับจำนำ ในอัตราส่วนข้าว 5% จำนวน 1 กระสอบ ราคาประมาณ 1,130 บาท หรือประมาณ 11.30 บาท/กิโลกรัม ผสมกับปลายข้าว 1 กระสอบ ราคาประมาณ 750-760 บาท หรือประมาณ 7.50-7.60 บาท/กิโลกรัม

ขณะที่รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือก 5% ไว้ที่ 7,000 บาท/เกวียน ข้าวเปลือก 25% ไว้ที่ 6,700 บาท/เกวียน เวลารับจำนำโรงสีที่ร่วมขบวนการจะจ่ายเงินให้ชาวนาเต็มจำนวน 7,000 บาท แต่จะทำเอกสารเท็จแจ้งว่ารับข้าวเปลือก 25% มาจากชาวนา โดยจ่ายเงินส่วนต่าง 300 บาทเอง

เมื่อนำข้าวเปลือกมาสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร อัตราการแปรสภาพข้าวเปลือก 5% โรงสีจะต้องได้ข้าวสารส่งมอบเข้าคลังสินค้าประมาณ 553 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 เกวียน ส่วนอัตราการแปรสภาพข้าวเปลือก 25% โรงสีจะต้องได้ข้าวสารส่งมอบเข้าคลังประมาณ 587 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 เกวียน ดังนั้นเมื่อนำข้าวเปลือก 5% 1 เกวียนมาสีเป็นข้าวสารจะมีมูลค่าประมาณ 6,249 บาท (553 X 11.30 บาท) ขณะที่ข้าวสาร 25% ปัจจุบันราคา 9.45 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น ข้าวเปลือก 25% 1 เกวียน เมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วจะมีมูลค่าเท่ากับ 5,547 บาท (587 X 9.45 บาท)

ส่วนต่างมูลค่าระหว่างข้าวเปลือกทั้งสองชนิดเมื่อแปรสภาพเป็นข้าวสารส่งคลังรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 702 บาทต่อเกวียน (6,249-5,547 บาท) ซึ่งโรงสีเสียเงินส่วนต่างระหว่างราคารับจำนำข้าวเปลือกทั้งสองชนิด 300 บาทต่อเกวียนเท่านั้น แต่โรงสีได้กำไรจากการรับจำนำข้าวเปลือก 5% แล้วแจ้งเป็นข้าวเปลือก 25% เท่ากับ 400 บาทต่อเกวียน

ด้านนายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤๅชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปี 2548/49 ภายหลังจากตรวจพบปัญหาการปลอมปนชนิดของข้าว ในข้าว 25% เลิศ โดยตรวจพบเป็นข้าว 25% ในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคกลาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

"เรากำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ เพราะพบว่าข้าวเปลือก 25% เลิศ จำนวนมากมีสภาพเป็นเพียงข้าวเปลือก 25% ในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคกลาง แต่ที่พบมากที่สุดคือใน จ.นครสวรรค์ ซึ่งอาจจะขยายผลไปยังข้าวเปลือกชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวเปลือก 5% ด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้" นายกรณรงค์กล่าว

ขณะที่นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร และในฐานะอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สาเหตุที่โรงสีบริเวณพื้นที่ภาคกลางตอนบน ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาท สุโขทัย มีการส่งมอบข้าวเปลือก 25% เข้าโครงการรับจำนำมากกว่าการส่งมอบข้าวเปลือก 5% เพราะมีปัญหาเรื่องคุณภาพของข้าวเปลือก

เริ่มจากมีพ่อค้าข้าวเปลือกนำข้าวพันธุ์ F17 กับพันธุ์ข้าวพวง ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียง 75-85 วัน จากศูนย์วิจัยและทดลองพันธุ์ข้าวในเขตภาคกลาง ออกมาให้เกษตรกรทำพันธุ์ ทั้งที่ข้าวดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการทดลอง เมื่อเกษตรกรนำข้าวพันธุ์ดังกล่าวมาปลูก ปรากฏเมื่อข้าวสุก เมล็ดข้าวที่ได้มีปัญหา กล่าวคือ มีน้ำหนักรวมเนื้อข้าวสารน้อยกว่าปกติ 5-8 และมีข้าวท้องไข่ สูงถึง 20 ซึ่งเป็นข้าวท้องไข่ที่มากเกินกว่ามาตรฐานที่จะส่งเป็นข้าว 5% จึงต้องส่งเป็นข้าว 25% อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวนี้ตนได้เข้าชี้แจงกับทางกระทรวงพาณิชย์ไปแล้ว

"ปกติข้าวที่ได้มาตรฐานข้าว 5% ต้องมีข้าวท้องไข่ไม่เกิน 0.6% แต่ข้าวพันธุ์ใหม่นี้ไม่สามารถสีเป็นข้าว 5% ได้ โดยข้าวพันธุ์นี้ได้เริ่มเข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วมีการปลูกประมาณ 25% ของพื้นที่ แต่เมื่อใช้ระยะเวลาการปลูกสั้นจึงเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรต้องการทำนาหนีน้ำท่วม ประกอบกับมีฝนตกชุก ทำให้มีการกระจายตัวไปทั่วมากกว่า 65% ของพื้นที่" นายบรรจงกล่าว

ผลประมูลโละสต๊อกข้าว

ล่าสุดมีรายงานข่าวการเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดซองเสนอราคารับซื้อข้าวจากผู้ส่งออก 2 รายการ คือ 1) ข้าวขาวชนิด 5% 15% 25% เลิศ จำนวน 1,700,000 ตัน

ผลการเปิดซองปรากฏบริษัทข้าวไชยพรเสนอซื้อด้วยราคาสูงสุดและปริมาณสูงสุดคือ 251,196.778 ตัน ในราคา 305.75-306.75 เหรียญ/ตัน

2) เปิดซองข้าวหอมมะลิชนิดข้าวขาว 100% ชั้น 2 ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2547/48 จำนวน 4,700 ตัน (ผ่านผลวิเคราะห์พันธุกรรม) กับข้าวหอมมะลิตามสภาพ ชนิดข้าวขาว 100% ชั้น 2 ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2547/48 จำนวน 499,000 ตัน (ไม่ผ่านผลวิเคราะห์พันธุกรรม)

ผลการเปิดซอง บริษัทที่ให้ราคาสูงสุดคือบริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด 229,355.553 ตัน ราคา 15,250-16,250 บาท/ตัน

"ผลการเปิดซองที่ออกมานี้ ในส่วนของข้าวขาว 5% ไม่ค่อยมีผู้ส่งออกให้ความสนใจนัก เพราะข้าวขาว 5% สามารถหาได้ในตลาด ราคาก็ใกล้เคียงกับที่ข้าวไชยพรเสนอซื้อ ประกอบกับข้าวฤดูใหม่กำลังจะออกมา พวกที่เสนอราคาซื้อจึงเป็นพวกที่มีออร์เดอร์ส่งมอบอยู่แล้ว


ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2549

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980