เปิดตลาดเสรี 10 ชาติอาเซียน...จะสู้จีนกับอินเดียได้หรือเปล่า?

หากเป็นไปตามข้อเสนอของญี่ปุ่น การตั้ง "ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย" หรือ Asian Economic Community (AEC) ที่รวมเอา 16 ประเทศ ประชากร 3.1 พันล้าน (ครึ่งหนึ่งของโลก) จะเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง...แต่ถ้าง่ายอย่างนั้น ก็คงจะเกิดมานานแล้ว

กระนั้นก็ตาม ไม่ควรจะมองข้ามความเป็นไปได้ของการก่อเกิดของ "ตลาดการค้าเสรีเอเชีย" ที่เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เพราะแม้การตั้งของ "สหภาพยุโรป" หรือ EC ที่ใช้เงินสกุล "ยูโร" เหมือนกันทั่วยุโรปทุกวันนี้ก็ต้องใช้เวลากว่า 30 ปี กว่าจะทำให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมาได้

รัฐมนตรีอาเซียน 10 ชาติประชุมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีมติจะเปิดเป็นเขตการค้าเสรีระหว่างกันเองภายในปี ค.ศ.2015 หรือจากนี้ไปอีก 9 ปี

เดิมเป้าหมายเคยอยู่ที่ปี 2020 หรือจากนี้ไปอีก 14 ปี แต่เพราะทุกอย่างเดินหน้าไปเร็วกว่าที่คิด อาเซียนจึงตัดสินใจที่จะทำอะไรให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีก 5 ปี ถือว่าเป็นความพยายามลบล้างคำปรามาสของประเทศข้างนอก ที่น่าส่งเสริม...แต่จะต้องลงมือทำกันจริงจังจึงจะทำให้ความเป็นตลาดหนึ่งเดียวเกิดขึ้นได้

คำว่า "ตลาดร่วม" หรือ common market นั้น เป็นคำเดียวกับที่เคยใช้กับยุโรปตอนคิดแผนจะก่อตั้งใหม่ๆ และต่อมาจึงเปลี่ยนไปใช้คำว่า union หรือ "สหภาพ" เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น

แต่การทำให้เป็น "ตลาดเดียวกัน" ของสิบชาติอาเซียนจะต้องทำอะไรมากไปกว่าเพียงแค่การลดภาษีต่อสินค้าของกันและกัน เพราะทุกวันนี้กฎกติกา และระเบียบแบบแผนของแต่ละประเทศในอาเซียนนั้น เป็นอุปสรรคต่อการทำมาค้าขายซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง

เอาแค่ราคาน้ำมันของแต่ละประเทศในอาเซียนก็ต่างกันอย่างมาก รถวิ่งจากเมืองไทยเข้าไปมาเลเซียเพื่อเติมน้ำมันเต็มถังเพราะราคาถูกกว่าก็เป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมาได้

หากเรือประมงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน สามารถวิ่งเข้าไปในน่านน้ำของกันและกันอย่างเสรี การประมงก็จะเฟื่องฟู แต่ก็จะเกิดคำถามเรื่องการแบ่งสรรปันผลประโยชน์กันอย่างแน่นอน

ต้องไม่ลืมว่าในอาเซียนกันเองนั้น ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็ไม่เท่าเทียมกันแล้ว อย่างน้อยก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้ง 6 ประเทศ กับอีกประเทศที่มาร่วมภายหลัง 4 ประเทศ ก็แตกต่างกันในระดับความยากจน และร่ำรวยไม่น้อย

กลุ่มแรกหกประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ส่วนอีกสี่ประเทศที่เหลือ คือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า

สองกลุ่มในอาเซียนจะจูงมือเดินไปข้างหน้าพร้อมกันเรื่องเศรษฐกิจเพื่อจะก่อตั้งเป็น "ตลาดร่วมเดียวกัน" ก็เป็นปัญหาหนักหน่วงแล้ว

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่ยุโรปจะก้าวมาถึงสถานภาพของ EC วันนี้ ก็มีปัญหาทำนองเดียวกัน นั่นคือประเทศกลุ่มหนึ่งเฟื่องฟู ส่วนอีกหลายประเทศยังล้าหลังทางเศรษฐกิจ...แต่ท้ายที่สุด เขาก็สรุปของเขาเองว่าถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมรับความแตกต่างและต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างที่รัฐมนตรีการค้าของมาเลเซีย ราฟิดา อาซิส บอกว่า "...อาเซียนต้องทำงานหนักขึ้น ฉลาดขึ้น" (work harder and smarter)

ประชากรของอาเซียนรวมกันมีถึง 530 ล้านคน จึงเป็นตลาดใหญ่พอที่จะสร้างอำนาจต่อรองในระดับที่มีความหมายพอสมควร

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า ที่อาเซียนต้องเร่งให้เปิด "เขตการค้าเสรี" ของตัวเองเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 5 ปี ก็เพราะการแข่งขันจากจีนและอินเดีย นั้น นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น...อยู่เฉยๆ ก็ตาย หากดิ้นรนมากขึ้นแม้จะมีปัญหาตามมาบ้างก็ยังมีโอกาสรอด

แต่แล้วอยู่ดีๆ ญี่ปุ่นก็เสนอให้เปิดเป็น "ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย" ด้วยการดึงเอาจีนและอินเดียมาร่วมด้วยเลย...จะทำให้คู่แข่งยักษ์กลายเป็นอภิมหาพันธมิตรได้หรือเปล่า?

เรื่องใหญ่อย่างนี้ต้องว่าต่อพรุ่งนี้อีกวันครับ


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2549

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980