ตลาดข้าวมะกันป่วนหนัก จับตาคู่ค้าสั่งแบนนำเข้าสกัด "จีเอ็มโอ"
ความกังวลเกี่ยวกับพืชตัดแต่งพันธุกรรมกลับมาอีกครั้ง เมื่อมีการตรวจพบ "ข้าวจีเอ็มโอ" ที่ปลูกในสหรัฐปนเปื้อนอยู่ในข้าวที่ส่งออกขายในตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งการเล็ดลอดของข้าวจีเอ็มโอครั้งนี้ได้สร้างแรงกดดันให้กับสหรัฐอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐเป็น ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของโลก
โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัท "เบเยอร์ ครอปไซน์ส" ของเยอรมนี ได้ตรวจพบการปนเปื้อนของข้าวจีเอ็มโอประเภทเมล็ดยาวในตัวอย่างที่สุ่มมาจากข้าวที่เตรียมจะนำไปซื้อขายเชิงพาณิชย์ หรือที่มีรหัสว่า LLRICE601 ซึ่งมาจากเขตอาร์คันซอและมิสซูรี โดยข้าวจีเอ็มโอดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้สร้างโปรตีนที่มีความต้านทานต่อยาฆ่าหญ้ามากขึ้นกว่าปกติ แต่ยังไม่อนุญาต ให้นำไปใช้เพื่อการบริโภค
จากนั้นในปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทางการสหรัฐ ก็ออกมาประกาศยอมรับว่า มีการตรวจพบข้าว จีเอ็มโอปนเปื้อนในข้าวที่จะนำไปซื้อขายเชิงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่ของสหรัฐเองก็ยอมรับด้วยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าวตัดแต่งพันธุกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในตลาดปนเปื้อนอยู่ในตลาดข้าวเพื่อการพาณิชย์
"ไมค์ โจฮันส์" รัฐมนตรีเกษตรของสหรัฐ กล่าวว่า ยังไม่พบความเสี่ยงต่อสุขภาพที่จะเกิดจากข้าวสายพันธุ์ที่ได้รับการตัดแต่งยีน แต่อาจจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรสหรัฐ หากมีการระงับการส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐที่มีมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่แข่งจากเอเชีย
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศผู้นำเข้าข้าวจากสหรัฐหลายราย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของสหรัฐ ที่ต่างก็ประกาศมาตรการรับมือกับเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน
โดยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นรายแรกๆ ที่ออกมาปกป้องผู้บริโภคของตัวเอง ด้วยการระงับการนำเข้าข้าวเมล็ดยาวจากสหรัฐ หลังจากที่ทางการสหรัฐประกาศยอมรับการปนเปื้อนดังกล่าว
หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ของญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขญี่ปุ่นได้ประกาศระงับการนำเข้าข้าวเมล็ดยาวจากสหรัฐ หลังจากที่สหรัฐประกาศว่า พบการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายเพียง 1 วัน แต่คำสั่งนี้จะไม่มีผลต่อการนำเข้าข้าวเมล็ดสั้นและเมล็ดกลางจากสหรัฐ
นอกจากนี้ยังเตรียมประกาศไม่ให้บริษัทญี่ปุ่นนำข้าวเมล็ดยาวที่นำเข้ามาแล้วไปผลิตหรือขายต่อ พร้อมกับกำชับให้รัฐบาลสหรัฐควบคุมข้าวเจ้าปัญหานี้อย่างรัดกุมด้วย
ขณะที่อียูซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐ และมีความอ่อนไหวในเรื่องพืชจีเอ็มโอค่อนข้างมาก ก็ได้ออกมาประกาศจะใช้มาตรการป้องกันการนำเข้าข้าวตัดแต่งยีนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสหรัฐ โดยมาตรการต่างๆ จะเริ่มมีผลในวันที่ 23 สิงหาคมเป็นต้นไป แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดว่าจะมีมาตรการใดบ้าง
"แอนโทเนีย โมชาน" โฆษกคณะกรรมาธิการอียู กล่าวว่า เราได้เตรียมมาตรการต่างๆ ที่เราจะประกาศใช้ในวันที่ 23 สิงหาคม เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตัดแต่งยีนจะไม่เข้ามากล้ำกรายผู้บริโภคในยุโรป
ไม่เพียงเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ชิคาโก (CBOT) ลดลงถึง 50 เซ็นต์ต่อน้ำหนักข้าว 100 ปอนด์ หรือมากกว่า 5% สู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน เนื่องจากผู้ส่งออกต่างกังวลถึงผลกระทบที่อาจจะได้รับจากการที่ข้าวจีเอ็มโอเล็ดลอดไปสู่ตลาด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่อียูอาจจะหยุดนำเข้าข้าวเมล็ดยาวจากสหรัฐ เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นได้ทำไปแล้ว
"นอแมน โคลแมน" นักวิเคราะห์จากบริษัทบริงค์ลี มองว่า นี่เป็นการผจญภัยที่เพิ่งเริ่มต้น และความกังวลด้านจิตวิทยา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดจะยังคงมีอยู่ต่อไป
ด้าน "รอย ฮักคาเบย์" จากเดอะ ลินน์ กรุ๊ป มองว่า เทรดเดอร์ยังคงจับตาผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก อาทิ ในอเมริกากลาง เนื่องจากสหรัฐส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคนี้ค่อนข้างมาก ประมาณ 756,000 ตัน ในปี 2548 แต่ในจำนวนนี้มีข้าวเมล็ดยาวเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักๆ ที่จะส่งผลต่อการส่งออกของสหรัฐคือท่าทีของอียูซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวเมล็ดยาวรายใหญ่สุดจากสหรัฐ
ส่วนญี่ปุ่นนั้น แม้จะประกาศห้ามนำเข้าข้าวประเภทนี้ไปแล้ว แต่ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ได้นำเข้าข้าวเมล็ดยาวเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะนำเข้าข้าวเมล็ดสั้นและเมล็ดกลาง เช่นเดียวกับเม็กซิโก
ทั้งนี้ประเทศที่นำเข้าข้าวเมล็ดยาวจากสหรัฐรายใหญ่ๆ ได้แก่ อียู อิรัก เฮติ และกานา ซึ่งมูลค่าการส่งออกข้าวเมล็ดยาวของสหรัฐในปี 2549 มีสัดส่วนสูงถึง 80% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด
"ไมโล ฮามิลตัน" นักวิเคราะห์จากเฟิรสต์เกรนดอทคอม ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดเกี่ยวกับข้าวโดยเฉพาะ มองว่าปัจจัยหลักๆ ที่จะกระทบต่อสหรัฐคืออียูซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสินค้าจีเอ็มโอสูง ส่วนตลาดอื่นๆ ก็น่าจะไม่เป็นปัญหามากนัก
"ถ้าหากอียูประกาศห้ามนำเข้าข้าวเมล็ดยาวจากสหรัฐจริง คาดว่าไทยน่าจะเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะได้รับอานิสงส์ครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามไทยยังคงมีปริมาณการผลิตข้าวเมล็ดยาวเพื่อการส่งออกที่ยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในขณะนี้"
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549
|