อนาคตไก่ไทยในอุ้งมืออียู ลูกเจี๊ยบสู้กับยักษ์บนเวทีการค้าโลก

การเดินทางของ 11 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับผลิต/ส่งออกไก่ไทย เข้าไปยื่นหนังสือคัดค้านกับ คณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ในวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา กรณี สหภาพยุโรป ขอแก้ไขตารางผูกพันสินค้าเกษตรของ WTO ในรายการสินค้าไก่ปรุงสุก-ไก่หมักเกลือ-ไก่งวง เข้ามาไว้ใน ระบบโควตาภาษี โดยกำหนดอัตราภาษีในโควตาไก่หมักเกลือไว้ที่ 15.4% ไก่ปรุงสุก 10.9% และ ไก่งวง 8.5% ขณะที่อัตราภาษีนอกโควตา ได้ถูกกำหนดไว้สูงถึง 53% หรือ 102 ยูโรต่อ 100 ก.ก.

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า อุตฯส่งออกเนื้อไก่ไทยกำลัง "เดือดร้อน" อย่างหนัก จากความเกี่ยวพันระหว่าง ไก่สดแช่แข็ง-ไก่หมักเกลือ ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในอดีต (ก่อนเกิดการระบาดของไข้หวัดนกขึ้นในประเทศ) มาจนกระทั่งถึงการส่งไก่ปรุงสุก ที่สหภาพฯ อนุญาตให้นำเข้าจากไทยได้เพียงรายการเดียวในปัจจุบัน

ไก่หมักเกลือ กลยุทธ์เสียภาษีต่ำ

จากสถิติการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งของประเทศไทยเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา แสดงให้เห็นถึงอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 148,526 ตัน ในปี 2544 เป็น 159,859 ตัน ในปี 2546 (ตารางประกอบ) คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 10,000 ล้านบาท/ปี

การเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ได้สร้าง "ความสงสัย" ให้สหภาพยุโรปในข้อที่ว่าไทยทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีคู่แข่งอย่าง บราซิล และ จีน ไล่ตามมาติดๆ คำตอบที่สหภาพฯ ค้นพบก็คือ การส่งออกไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทยในขณะนั้น ไม่ใช่เป็นการส่งออกในพิกัด 0207 เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 53% เพียงพิกัดเดียว แต่ยังมีการส่งออกในพิกัด 0210 ในนาม "ไก่ (สด) หมักเกลือ" ที่เสียภาษีนำเข้าเพียง 15% ปนอยู่ด้วย อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของปริมาณการส่งออกจากประเทศไทย

เมื่อความจริงปรากฏออกมาเช่นนี้ สิ่งที่สหภาพยุโรปดำเนินการทันทีก็คือ จะหยุดยั้งการส่งออกไก่หมักเกลือที่เสียภาษีนำเข้าต่ำอย่างไรดี และวิธีการที่สหภาพฯ นำมาใช้ปฏิบัติกับไก่หมักเกลือ ก็คือ 1)การประกาศเปลี่ยนประเภทพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าไก่หมักเกลือจาก พิกัด 0210 มาเป็นพิกัด 0207 ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกันกับไก่สดแช่แข็ง ต้องเสียภาษีนำเข้าอัตรา 53% กับ 2)การออกประกาศ EC Regulations 1871/2003 และ 2334/2003 กำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมของสินค้ารายการไก่หมักเกลือ จะต้องมีความสามารถในการเก็บถนอมอาหารไว้ได้ในระยะเวลาอันยาวนาน (long term preservation)

นั้นหมายความว่า สหภาพยุโรปในขณะนั้น ต้องการที่จะ "ปิดประตู" ไม่ให้มีไก่หมักเกลือ หรืออีกนัยหนึ่ง ไก่สดชุบน้ำเกลือ จากไทย ส่งเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปโดยเด็ดขาด

ไทย กับ บราซิล จีงตัดสินใจร่วมกันยื่นฟ้อง สหภาพยุโรป ต่อ องค์การการค้าโลก (WTO) ทันที ในวันที่ 28 ตุลาคม 2546 โดยใช้ข้อต่อสู้ว่า สหภาพยุโรปทำการตีความอนุสัญญาระบบฮาร์โมไนซ์ข้างเดียว และยังเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการใส่เกลือเป็นการเตรียมอาหาร (preparation) ไม่ใช่การถนอมอาหาร (preservation) ประกอบกับสหภาพยุโรปเองก็ไม่ได้ระบุเรื่องของการถนอมอาหาร ไว้ในข้อผูกพันของสหภาพฯ มาตั้งแต่ต้นด้วย

โดยอุตสาหกรรมการส่งออกไก่ไทยอ้างว่า การเปลี่ยนแปลงพิกัดไก่หมักเกลือ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ในระหว่างปี 2542-2544 ไปปีละประมาณ 5,400 ล้านบาท ตั้งแต่ที่สหภาพฯ ประกาศเปลี่ยนแปลงพิกัดดังกล่าวในกลางปี 2545 เป็นต้นมา

ไก่ปรุงสุกมาแรงหลังหวัดนก

แต่สิ่งที่หยุดยั้งอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออกเนื้อไก่ไทยไปยังสหภาพยุโรป กลับไม่ใช่กรณีพิพาทเรื่องไก่หมักเกลือ เพราะในปลายปี 2546 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องประสบกับการระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งเป็นผลมาจากการ "ปกปิด" ร่วมกันระหว่าง รัฐบาล กับ ภาคเอกชน

ส่งผลให้สหภาพยุโรปออกประกาศ ห้ามการนำเข้าไก่สดจากประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 โดยสถานการณ์การระบาดอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกเนื้อไก่ไทย เกิดการปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ด้วยการเปิดโรงงานแปรรูปไก่ปรุงสุก ควบคู่ไปกับการเจรจาของกรมปศุสัตว์ ให้สหภาพยุโรปเปิดให้มีการนำเข้าไก่ปรุงสุก จากประเทศไทยได้อีกครั้งหนึ่งในเดือนถัดมา

และผู้ส่งออกไก่ไทย ก็ไม่ได้ทำให้สหภาพยุโรปผิดหวัง เพราะ ต่อจากนั้นอีกเพียง 1 ปี ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้ส่งออกไก่ปรุงสุกรายใหญ่ที่สุดในโลก จาก 86,724 ตัน ในปี 2547 มาเป็น 113,195 ตัน ในปี 2548 และเฉพาะ 7 เดือนแรกของปีนี้ มีการส่งออกไก่ปรุงสุกเข้าไปในสหภาพฯ แล้วถึง 67,555 ตัน

จากอัตราเติบโตอย่างพรวดพราดของการส่งออกไก่ปรุงสุก จากประเทศไทย ทำให้สหภาพยุโรปมองออกได้ไม่ยากว่า แท้จริงแล้ว ผู้ส่งออกไก่ไทยกำลังแปลงการส่งออก ไก่สดแช่แข็ง (+เทคนิคเลี่ยงภาษีไก่หมักเกลือ) ในอดีต มาเป็นการส่งออก ไก่ปรุงสุกทั้งหมด โดยตัวเลขที่ผู้ส่งออกไก่ไทยจะทำได้แน่นอนต้องไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน/ปี เนื่องจากในปี 2548 มียอดการส่งออกไก่ปรุงสุกเข้าไปถึง 276,534 ตันเข้าไปแล้ว

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สหภาพยุโรปจะควบคุมการส่งออกไก่จากประเทศไทยอย่างไร ไม่ให้ขัดกับกติกาการค้าโลกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับกรณีของไก่หมักเกลือในอดีต

ชนะแล้วได้อะไร

และแล้ววิกฤต ก็ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นโอกาส ของสหภาพยุโรป อีกครั้ง เมื่อองค์อุทธรณ์ WTO ได้ตัดสินคดีไก่หมักเกลือ ให้ไทยเป็นฝ่ายชนะในวันที่ 12 กันยายน 2548 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ คณะผู้พิจารณาคดี WTO ได้จัดทำร่างคำตัดสิน (interim report) ให้ไทยชนะคดีมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

โดยตัดสินว่า การที่สหภาพยุโรปเปลี่ยนประเภทพิกัดอัตราภาษีศุลกากรไก่หมักเกลือ มาเป็นไก่แช่แข็งนั้น มีผลทำให้อัตราภาษีนำเข้าไก่หมักเกลือสูงกว่าที่สหภาพฯ ผูกพันไว้ใน WTO จากเดิม 15% กลายเป็น 53% และองค์อุทธรณ์ ได้สั่งให้สหภาพยุโรปแก้ไขพิกัดและอัตราภาษีกลับมาอยู่ที่เดิมคือ 15% ทันที

สิ่งที่สหภาพยุโรปดำเนินการต่อมาก็คือ การปรับเปลี่ยนอัตราภาษีไก่หมักเกลือ กลับมาอยู่ที่ 15.4% พร้อมๆ กับยื่นเรื่องไปยัง WTO ขอแก้ไขตารางผูกพันการลดภาษีสินค้าเกษตรรายการไก่ปรุงสุก-ไก่หมักเกลือ-ไก่งวง จากที่ผูกพันไว้มาเป็น ระบบโควตาภาษี ในเดือนมิถุนายน 2549

มีข้อน่าสังเกตว่า แม้อัตราภาษีในโควตาจะกลับมาอยู่ที่ระดับเดิมก่อนปี 2545 กล่าวคือ ไก่ปรุงสุก 10.9% ไก่หมักเกลือ 15.4% และไก่งวง 8.5% แต่อัตราภาษีนอกโควตาที่ 53% นั้น ความจริงก็คือ อัตราภาษีนำเข้าไก่สดแช่แข็ง ก่อนปีที่จะมีการระบาดของไข้หวัดนกในไทยนั้นเอง

ทั้งนี้ ความชาญฉลาดของสหภาพยุโรปในกรณีนี้ ก็คือ 1)การดำเนินการนำระบบโควตาภาษีมาใช้นั้น เป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปกระทำได้ ภายใต้เงื่อนไขที่สหภาพยุโรปต้องชดเชย ความเสียหายให้กับประเทศคู่ค้า 2)ระบบโควตาภาษี ไม่เพียงแต่มีการกำหนดอัตราภาษีในและนอกโควตาเท่านั้น แต่จะต้องมีการกำหนด "ปริมาณการนำเข้าเนื้อไก่" ภายในโควตาไว้ด้วย ตรงนี้เท่ากับสหภาพยุโรปได้เครื่องมืออันสำคัญที่จะควบคุมการนำเข้าเนื้อไก่ปรุงสุก ไม่ให้เกินไปกว่าปริมาณที่สหภาพฯ รับได้ไว้ด้วย

3)ตัดความกังวลในเรื่องของการนำเข้าไก่หมักเกลือ จากประเทศไทยออกไปทันที เนื่องจากถึงกำหนดโควตานำเข้าไก่หมักเกลือให้ก็ตาม แต่ไทยก็ไม่สามารถส่งออกไก่หมักเกลือ ซึ่งเป็นไก่สด เข้าไปยังสหภาพยุโรปได้ จนกว่าสถานการณ์ระบาดไข้หวัดนกจะหมดไปจากประเทศ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด

และ 4)สหภาพยุโรป สามารถรักษาสมดุลการนำเข้าเนื้อไก่จากประเทศผู้ส่งออกทั้ง 3 ได้แก่ ไทย-จีน-บราซิล ได้อย่างเด็ดขาดผ่านทางระบบโควตาภาษี ในแง่ที่ว่าไทยพร้อมที่จะส่งออก "ไก่ปรุงสุก" ขณะที่บราซิล ก็มี "ไก่สด" ซัพพลายให้สหภาพยุโรปตลอดเวลา

ส่วนความหายนะที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมส่งออกไก่ไทย และ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็คือ เมื่อไก่สดแช่แข็งยังส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศไม่ได้ ไก่ปรุงสุกที่คาดว่าจะผลิตได้ปีละไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน/ปี เมื่อหักการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นและอื่นๆออกไปประมาณ 100,000 ตัน เหลืออีกมากกว่าครึ่ง จะเอาไปไว้ที่ไหน ?

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นความเจ็บปวดของคนในอุตสาหกรรมนี้ ที่จะต้องห้ำหั่นกันเองต่อไป


ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980