ธ.โลกส่อง "ศก.เชียงใหม่-เชียงราย" "โอกาสและปัญหา" ท้าทายในลุ่มแม่น้ำโขง

รายงาน
โดย สุธิดา สุวรรณกันธา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้กลายเป็นเมืองคู่ขนานในบทบาทประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะก่อเกิดการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมหาศาล และมีข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันกับหลายๆ ประเทศอยู่หลายขุม

แต่ทว่าในสายตาของ "ธนาคารโลก" หรือ "เวิรลด์แบงก์" กลับมองว่าฐานะการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกลุ่มเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของทั้งสองจังหวัดมีทั้งโอกาสและสิ่งที่เป็นปัญหาท้าทายมากมาย

จากการลงพื้นที่ของธนาคารโลกเพื่อร่วมสัมมนาระดมความคิดเฉพาะกลุ่มกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เรื่อง "ทางเลือกการพัฒนากลุ่มพื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย-เชียงแสน ในบทบาทประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน" เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เห็นภาพของการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้ชัดเจนมากขึ้น

ศาสตราจารย์ดักลาส เว็บสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าสถานะทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะรายได้ที่แท้จริงต่อหัวในปัจจุบันไม่สูงกว่ารายได้ในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงก่อนวิกฤตทางการเงิน ขณะที่รายได้ต่อหัวของมณฑลหยุนหนาน ประเทศจีน สูงกว่ารายได้ต่อหัวในภาคเหนือของไทย ซึ่งกลับกันอย่างมากกับสถานการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน

ประเด็นนี้จึงดูเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายทั้งที่อยู่ใกล้ประเทศจีน ที่มีเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในโลก และคาดว่าจะมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกได้ภายในปี 2583

นอกเหนือจากปัจจัยสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายเมื่อเทียบกับมณฑลหยุนหนาน ยังมีปัจจัยท้าทายอีกหลายด้านที่ทั้งสองจังหวัดต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะที่เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งท้าทายด่านแรกก็คือ ภาวะชะงักงันของประชากรอันเนื่องมาจากอัตราการเกิดต่ำ อัตราการติดเชื้อ HIV สูง และการเคลื่อนย้ายของประชากรออกนอกพื้นที่

ปัจจัยท้าทายประการที่สอง หยุนหนานมีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ และเชิงการแข่งขันสูงกว่าหรือทัดเทียมกับไทย เช่น ยาสมุนไพร การแปรรูปอาหาร ขณะที่ไทยเองยังไม่สามารถกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่อยู่ใกล้จีน โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมเพื่อการส่งออกและการลงทุน ซึ่งไทยเองควรมุ่งส่งเสริมกิจกรรมที่มีข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขันสูงกว่า เช่น การรักษาพยาบาล เครื่องประดับอัญมณี ลอจิสติก การท่องเที่ยวระดับสูง อาทิ สปา โรงแรมระดับโลก และการผจญภัยที่มีค่าบริการสูง

ดังนั้นการที่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายมีข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันอ่อนด้อยกว่าจีน ทำให้ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเปิดเขตการค้าเสรีหรือ FTA กับจีนไม่มากนัก จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของไทยที่กินเวลายาวนานเกือบ 17 ปี จึงยังไม่บรรลุผล

ศาสตราจารย์ดักลาส กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ท้าทายก็คือ การขนส่งระหว่างไทย-จีนตามเส้นทาง R-3 ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เนื่องจากปัจจุบันโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ยังคงอยู่ในขั้นการเจรจาเท่านั้น ขณะเดียวกันสภาพถนนที่มีอยู่ก็ไม่ดีนัก และยังมีการเก็บค่าเบี้ยบ้ายรายทางรถบรรทุกในฝั่งลาวแบบนอกระบบในอัตราประมาณ 10,000 บาทต่อคัน ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นถนนจากภาคเหนือของไทยผ่านเข้าพม่าไปยังจีนก็มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลพม่า

นอกจากนี้การย้ายเมืองเพื่อการแข่งขันของจีนจากคุนหมิงไปยังหนานหนิงกลายเป็นประตูสำคัญสู่อาเซียน โดยเฉพาะการวางแนวหนานหนิง-ฮานอย ที่มีเส้นทางออกสู่ทะเลที่สั้นกว่าแนวคุน หมิง-เชียงราย-แหลมฉบัง มาก ก่อเกิดผล ประโยชน์ต่อเวียดนามมากกว่าไทย รวมถึงการท่องเที่ยวที่กลายเป็นปัญหาท้าทายของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เนื่องจากการท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป จากที่นานาชาติเคยนิยมเที่ยวชมชาวเขา ท่องป่า ขณะนี้เริ่มหันเหเที่ยวทะเลแทน โดยมีเป้าหมาย สำคัญคือภูเก็ตหรือเกาะช้างที่เป็นจุดหมายท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนานาชาติ ขณะที่ตลอด 30 ปีของเมืองเชียงใหม่ได้เติบโตเข้าสู่การเป็นเมือง หลักกลับส่งผลให้สูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านนาที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวไปเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสิ่งท้าทายมากมายที่เป็นอุปสรรคต่อบทบาทประตูเศรษฐกิจของเชียงใหม่และเชียงราย แต่อีกด้านหนึ่ง ศาสตราจารย์ดักลาส ก็ยังมองเห็นโอกาสของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยเฉพาะการปรับแม่น้ำโขงที่เคยไหลเชี่ยวบริเวณตอนเหนือเชียงแสนทำให้การล่องเรือระหว่างสิบสองปันนาและเชียงแสนสามารถกระทำได้สะดวก แม้ว่ากระแสน้ำทำให้การล่องเรือจากจีนมาไทยรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าจากไทยไปจีน เพราะต้องล่องเรือทวนน้ำก็ตาม ส่งผลให้การค้าขายเพิ่มขึ้นมาก

จากตัวเลขทางการค้า พบว่ามูลค่าสินค้านำเข้าจากจีนผ่านเชียงแสนเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 1,220 ล้านบาท ในปี 2548 จาก 592.4 ล้านบาท ในปี 2546 และมูลค่าส่งออกผ่านทางเชียงแสนเพิ่มขึ้นเป็น 3,860 ล้านบาท จาก 3,310 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ การเปิดแม่น้ำโขงได้ก่อให้เกิดโอกาสทางการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงในการล่องเรือในแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับการล่องเรือในแม่น้ำแยงซีที่เมืองฉงชิ่งในจีน

ขณะที่วงจรการท่องเที่ยวในกลุ่ม GMS กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยธนาคารพัฒนาเอเชียได้ประมาณการว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ GMS ในปี 2563 จำนวน 61.3 ล้านคน สร้างงาน 194,000 คนในสาขาโรงแรม ซึ่งทั้งจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ใน GMS ก็ย่อมได้รับประโยชน์

ขณะเดียวกันด้วยองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ทั้งภูมิทัศน์ วัฒนธรรม ภูมิอากาศของเชียงใหม่และเชียงรายก็มีความพร้อมที่จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ได้อย่างเป็นสุข ทั้งยังมีแรงดึงดูดมากพอที่จะดึงผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาอยู่ ทั้งนักท่องเที่ยวระดับสูง หรือผู้ที่เกษียณทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะมาอาศัยในลักษณะเป็นบ้านแห่งที่สองโรงเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย รวมทั้งกลุ่ม นักท่องเที่ยวชาวจีน

นายธานี ตรีวัฒนาวงศ์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ไทยควรมองหาโอกาสที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยเฉพาะจะใช้ประโยชน์จากถนน R-3 ที่กำลังจะแล้วเสร็จอีกไม่นานนี้อย่างไร เพราะการมุ่งเป้าไปที่การขนส่งสินค้าคงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก เพราะอนาคตการขนส่งสินค้าจะมีหลายเส้นทางจากจีนคือเส้นทางผ่านมณฑลกวางสีของจีนที่มีศักยภาพในการผ่านท่าเรือที่เมืองเป่ยไห่ รวมถึงเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อประเทศเวียดนาม และกลุ่มประเทศอาเซียนได้ง่ายกว่า

ดังนั้นภาคเหนือของไทยควรมุ่งไปที่การขนคน-นักท่องเที่ยวจากหยุนหนานเข้ามาเชียงรายและเชียงใหม่ให้ได้มากที่สุดในเชิงของการท่องเที่ยว

ด้าน นายสมชาย ทองคำคูณ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ฝ่ายลอจิสติก และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด ผู้ให้บริการเดินรถประจำทางรายใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนบน กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มีโอกาสสูงมากที่ไทยจะใช้ประโยชน์จากถนน R-3 ที่คาดว่าว่าจะแล้วเสร็จในปี 2550 โดยเฉพาะในเชิงของการท่องเที่ยว เฉพาะมณฑลหยุนหนานก็คาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาล เมื่อเทียบกับการมุ่งไปที่การขนส่งการค้าที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขน สินค้าประเภทใดไปขายยังตลาดจีน อย่างธุรกิจเดินรถประจำทางของตนก็เตรียมขยายการลงทุนเข้าไปในกลุ่ม GMS แล้ว

ขณะที่ นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นที่ตั้งของเชียงใหม่และเชียงรายมีข้อได้เปรียบเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในด้านการแพทย์ การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนภูมิภาคนี้ให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การศึกษา เพื่อการท่องเที่ยวได้ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมองภาคเหนือตอนบนเป็นกลุ่มล้านนาที่ควรจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ทั้งนี้ ทางเลือกการพัฒนากลุ่มพื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย-เชียงแสน ในบทบาทประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่าจุดยืนของเชียงใหม่-เชียงรายควรจะมีจุดขายที่ยั่งยืน โดยไม่สร้างความเสียหายกับพื้นที่ในทุกมิติ ภายใต้การโหมพัฒนาโครงการและโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาลที่จะเชื่อมโยงประเทศในกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนในอนาคต พร้อมๆ กับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งหาข้อยุติในการพัฒนาของทุกฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเร็ว


ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2549

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980