จับตา "ระบบปกป้องตลาด" หลังเวทีการค้าดับบลิวทีโอล่ม
ความล้มเหลวของการเจรจาเปิดเสรีการค้ารอบโดฮา ภายใต้การผลักดันขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว ได้สร้างความผิดหวังกับนานาชาติ
เรื่องนี้ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจทำให้ระบบปกป้องตลาดกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ต่อเนื่องให้ชาติยากจนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบยิ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม รัฐมนตรีการค้าจากสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นตัวแทนสมาชิกดับบลิวทีโอ 149 ชาติได้ร่วมหารือผลักดันแผนเปิดเสรีการค้าโลกที่เลยกำหนดเส้นตายมาแล้ว 2 ปี แต่หลังใช้เวลาหารือนานกว่า 14 ชั่วโมง ปรากฏว่าสหรัฐและอียูยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการลดการอุดหนุนภาคการเกษตรภายในประเทศ นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการลดอุปสรรคการค้ากลุ่มสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรม
ผลก็คือ นายปาสกัล ลามี ผู้อำนวยการดับบลิวทีโอต้องเสนอให้ระงับการเจรจาการค้า เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมใคร พร้อมฟังธงว่า ข้อตกลงการค้าที่ได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนจนทั่วโลกนับล้านคน จะเสร็จไม่ทันสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน
นักวิเคราะห์มองว่าความล้มเหลวจากที่ประชุม แม้อาจไม่ส่งผลกระทบในแง่การเมืองมากนัก แต่ชาติกลุ่มยากจนที่สุดจะเป็นฝ่ายสูญเสีย เมื่อชาติร่ำรวยและชาติอื่นๆ หันไปจับคู่กันทำข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคหรือทวิภาคีมากขึ้น
"ชาติกลุ่มยากจนมากๆ ควรได้รับโอกาสทางการค้า โดยไม่ต้องเผชิญกับมาตรการใดๆ ที่ทำให้พวกเขาต้องมีคู่แข่งใหม่" คีธ รอคเวลล์ โฆษกของผู้อำนวยการดับบลิวทีโอกล่าว พร้อมย้ำว่า ความล้มเหลวของการเจรจาครั้งนี้ เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะกับชาติกำลังพัฒนาเท่านั้น
ด้านนายลามีกล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างชาติแกนนำทั้ง 6 เป็นสัญญาณแง่ลบต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต และอาจทำให้ระบบปกป้องตลาดกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
แม้ผู้นำดับบลิวทีโอไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่บั่นทอนการเจรจา แต่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นบ้านเกิดของลามี และขึ้นชื่อเรื่องการปกป้องตลาด เป็นหนึ่งในชาติที่ถูกเพ่งเล็งหลังจากประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก ยืนยันว่าจะต่อต้านการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรต่อไป
ความล้มเหลวครั้งนี้ ยังเป็นการก้าวถอยหลังอีกครั้งของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐ ที่มีนโยบายสนับสนุนการเปิดเสรีการค้า หลังจากเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สภาคองเกรสได้ขัดขวางบริษัทจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ให้เข้าบริหารท่าเรือชั้นนำ 6 แห่งของสหรัฐ
บุชยังเป็นหนึ่งในผู้นำที่หยิบยกประเด็นการเจรจาการค้าดับบลิวทีโอเข้าหารือในที่ประชุมสุดยอดผู้นำชาติอุตสาหกรรม 8 ชาติ (จี-8) เมื่อไม่นานมานี้ แม้ได้รับการร้องขอจากสภาสูงเมื่อเดือนมิถุนายน ไม่ให้รัฐบาลยอมอ่อนข้อกับยุโรปในประเด็นการลดการอุดหนุนภาคเกษตร จนกว่ายุโรปจะยอมเสนอแผนหั่นภาษีสินค้าเกษตรที่ดีกว่าแผนเก่า
หลังการเจรจาการค้ารอบล่าสุดล้มเหลว สหรัฐและอียู ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการค้าโลก ต่างตำหนิกันเองว่าไม่ยอมเสียสละ
"อียูยื่นข้อเสนอเปิดตลาดที่แย่กว่าข้อเสนอเดิม ดูเหมือนพวกเขาจงใจหาประโยชน์จากช่องโหว่ที่เกิดขึ้น" เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าว หลังนายปีเตอร์ แมนเดลสัน ผู้แทนการค้าอียูกล่าวหารัฐบาลวอชิงตันว่าเป็นตัวการทำลายการเจรจาดับบลิวทีโอ
ทั้งนี้ การเจรจาเปิดเสรีการค้ากรอบโดฮา มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลกผ่านการลดกำแพงการค้าครอบคลุมทุกภาค โดยเน้นที่การช่วยชาติยากจนพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการส่งออก
การเจรจากกรอบโดฮา เกิดขึ้นจากที่ประชุมดับบลิวทีโอที่กรุงโดฮา ของประเทศกาตาร์ เมื่อปี 2544 หลังจากชาติยากจนร้องเรียนว่า ระบบการค้าสากลที่ทั่วโลกใช้ เอื้อประโยชน์กับชาติร่ำรวย เนื่องจากตลาดของชาติร่ำรวยยังได้รับการปกป้องระดับสูง
"กฎระเบียบที่ใช้อยู่ไม่เป็นธรรม และหากการเจรจาล้มเหลว ชาติยากจนก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป เราต้องรื้อฟื้นการหารือหากต้องการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้" นายลามีกล่าว
หวั่นเกิดข้อพิพาทการค้ามากขึ้น
รัฐมนตรีการค้าชาติต่างๆ เตือนว่า ภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้น ยังอาจทำให้เกิดข้อพิพาทการค้ามากมายในอนาคต ซึ่งดับบลิวทีโอก็ต้องรับหน้าที่ตัดสินคดีพิพาทดังกล่าว ขณะที่ข้อพิพาทเก่าจำนวนมากยังไม่ได้รับการสะสาง
โฆษกผู้อำนวยการดับบลิวทีโอระบุว่า ความล้มเหลวล่าสุดของดับบลิวทีโอสะท้อนปัญหาของระบบพหุภาคี ที่เคยได้รับการคาดหวังว่า จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างชาติต่างๆ ผ่านวิธีประนีประนอม
"สิ่งที่ตกลงกันไม่ได้ ก็คงต้องส่งให้ดับบลิวทีโอตัดสิน" นายฌอง-มารี เมตซ์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญการค้าแห่งองค์การความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจกล่าว
นายเจฟฟ์ แอทคินสัน แห่งกลุ่มอ็อกซ์แฟม ออสเตรเลีย เตือนว่า ในอนาคต ชาติกำลังพัฒนามีแนวโน้มจะพึ่งดับบลิวทีโอตัดสินประเด็นโต้แย้งทางการค้ามากขึ้น ส่วนชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่าอาจหันไปเน้นการทำข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคหรือทวิภาคี
"เรากำลังศึกษาข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอียู และดูว่าจะทำข้อตกลงทำนองเดียวกันกับญี่ปุ่นหรือไม่" นายคามาล นาธ รัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียกล่าว
ญี่ปุ่นเผยเช่นกันว่าอาจตัดสินใจทำข้อตกลงการค้าในลักษณะคล้ายคลึงกันกับชาติอื่น
สหรัฐแชมป์ทำข้อตกลงทวิภาคี
สหรัฐเป็นชาติที่ให้ความสนใจกับการทำข้อตกลงทวิภาคีมากที่สุด โดยระหว่างร่วมการเจรจาพหุภาคีกรอบโดฮา ทำเนียบขาวได้ทำข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีกว่า 10 ฉบับ ส่วนใหญ่กับชาติขนาดเล็ก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความวิตกกับชาติอื่นๆ และดับบลิวทีโอ ที่มองว่าพฤติกรรมของสหรัฐอาจบั่นทอนความพยายามผลักดันเปิดเสรีการค้าโลก ซึ่งเน้นเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศยากจนมากกว่า
"ชาติกำลังพัฒนามักจะเสียประโยชน์เมื่อเจรจากับชาติมหาอำนาจ" นายรอคเวลล์กล่าว พร้อมอธิบายว่า การเจรจาประเด็นการอุดหนุนภาคเกษตร ในประเทศ ไม่เหมาะที่จะหารือแบบทวิภาคี เนื่องจากชาติร่ำรวยไม่มีความจริงใจที่จะลดการช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศของตน หากไม่ได้รับข้อเสนอในระดับใกล้เคียงกันจากคู่แข่งรายอื่น ซึ่งหมายความว่า ชาติยากจนกว่าจะไม่สามารถเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรของชาติร่ำรวย
โฆษกผู้อำนวยการดับบลิวทีโอยกตัวอย่าง กรณีชาติในแอฟริกากลางและแอฟริกาใต้ ที่พึ่งรายได้ก้อนใหญ่จากการส่งออกฝ้าย ชาติเหล่านี้หวังว่าการเจรจาจะช่วยให้ชาติร่ำรวยลดการอุดหนุนเกษตรกรในประเทศ โดยชี้ว่า มาตรการดังกล่าวของชาติร่ำรวยทำให้ราคาฝ้ายในตลาดโลกถูกลง ต่อเนื่องให้ชาติยากจนซึ่งไม่มีเงินอุ้มเกษตรกรไม่สามารถแข่งขันได้
เมื่อปีที่แล้ว ที่ประชุมดับบลิวทีโอบรรลุข้อตกลงที่กำหนดให้ชาติพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนการส่งออกฝ้ายทุกชนิดภายในสิ้นปีนี้ แต่ความล้มเหลวของเวทีเจรจาล่าสุด อาจทำให้การปรับใช้ข้อตกลงดังกล่าวต้องล่าช้าออกไป
ยังมีข้อตกลงอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากความชะงักงันครั้งนี้ อาทิ แผนยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดภายในปี 2556 และแผนให้ความช่วยเหลือชาติกลุ่มยากจนที่สุด ซึ่งรวมถึงการเปิดทางให้สินค้าจากชาติกลุ่มยากจนที่สุดเข้าตลาดได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
"นี่คือสิ่งที่เราต้องผลักดันต่อไปเพื่อประโยชน์ของชาติกำลังพัฒนา" นายรอคเวลล์กล่าว
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1 สิงหาคม 2549
|