จุดพลุ "Regional FTAs"ไพ่สำรองหลังรอบโดฮาล่ม

นับจากรอบการพัฒนาแห่งโดฮา (Doha Development Round : DDA) ล้มคว่ำไม่เป็นท่าไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีความพยายามจากหลายฝ่ายประสานเสียงเรียกร้องให้ชาติสมาชิกเร่งคืนสู่โต๊ะเจรจา โดยเร็ว แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเข็นรอบการเจรจา ต่อไปอีก 5 ปีก็ตาม แต่ดูเหมือนเสียงเรียกร้องเหล่านั้นยังไม่สามารถส่งแรงกระเพื่อมมากพอ และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในด้านบวกได้ในระยะสั้น

สาเหตุหลักน่าจะมาจากต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่แปลกแยกกันสุดขั้ว โดยเฉพาะประเทศที่มีแรงกดดันภายในประเทศสูง อย่างฝรั่งเศส และอินเดีย คู่ขนานไปกับความคลางแคลงใจต่อท่าทีของบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งถูกวิจารณ์จากอินเดียอย่างรุนแรงว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ความพยายามที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมชะงักงันไปทั้งกระบวน

"เห็นชัดเจนว่า ทุกคนได้พยายามทำอะไรแล้ว เพราะทุกคนได้เอาข้อเสนอมาวางบนโต๊ะเจรจา ยกเว้นประเทศเดียว (สหรัฐ) ที่ระบุว่า เราไม่เห็นใครเสนออะไรบนโต๊ะเจรจาเลย" คามาล นาท รัฐมนตรีการค้าของอินเดีย ให้สัมภาษณ์หลัง "ปาสกาล ลามี" ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกประกาศอย่างเป็นทางการว่า การเจรจารอบโดฮาต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ทันทีที่เวทีเจรจาการค้าระดับพหุภาคีชะงักงัน หลายประเทศทั้งที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ ต่างเร่งผลักดันการเจรจาในระดับอื่นๆ ขึ้นมาแทนที่ทันที

กรณีที่ชัดเจนที่สุด คือ ประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้เรียกร้องให้เร่งผลักดันให้เกิด "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" โดยเร็ว โดยมีนายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ของมาเลเซีย เป็นผู้จุดพลุข้อเสนอ ระหว่างแถลงสุนทรพจน์ เปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (เอเอ็มเอ็ม) ที่กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ข่าวความล้มเหลวของการเจรจารอบโดฮาแพร่สะพัดว่า อาเซียนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้น และพัฒนาเป็นประชาคมระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

โดยมีรายงานว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้เห็นพ้องที่จะให้เร่งดำเนินการร่างธรรมนูญเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อนำไปสู่การรวมตัวในลักษณะของ "ตลาดร่วมอาเซียน" โดยเร่งให้แผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนบรรลุผลในทางปฏิบัติภายในปี 2558 เร็วขึ้นจากกำหนดเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2563

ข้อเรียกร้องของผู้นำมาเลเซียเป็นที่ขานรับของที่ประชุม เนื่องจากมีรายงานว่า ประเด็นการชะงักงันของรอบโดฮาได้สร้างความวิตกกังวลขึ้นในหมู่ประเทศสมาชิกว่า อาเซียนอาจเสียเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ หากไม่เร่งผลักดันให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจ และการค้าอย่างทันท่วงที

แต่นอกเหนือจากกลุ่มอาเซียนที่พยายามหาทางเลือกเป็นทางเลือกเดิน ระหว่างที่การเจรจาการค้าโลกต้องเนิ่นช้าออกไป อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปี ออสเตรเลีย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คาดว่าเป็นผู้สูญเสียประโยชน์ไม่น้อย จากภาวะชะงักงันครั้งนี้ เนื่องจากออสเตรเลียคาดหวังว่าจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงของประเทศออกไปได้มากขึ้น หากประตูการค้าทั่วโลกเปิดกว้าง

นั่นคือ เหตุผลที่ออสเตรเลียมุ่งหมายที่จะใช้เวทีการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) เป็นกลไกสำคัญในการชุบชีวิตให้กับการเจรจาการค้ารอบโดฮาที่อยู่ในอาการโคม่า โดยนายมาร์ก เวล รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการเจรจาการค้าโลกที่เจนีวาว่า การเจรจารอบโดฮายังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังมีการประชุมนัดสำคัญๆ อีก 2 นัด ที่เป็นความหวังอยู่

โดยนัดแรกจะมีการประชุมกลุ่มแครนส์ ที่ควีนส์แลนด์ ในเดือนกันยายน และการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในเวียดนามเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นโอกาสแรกที่บรรดาผู้นำจะได้พิจารณาผลกระทบจากความล้มเหลวของการเจรจาในเจนีวา และหาทางผลักดันให้การเจรจาเดินหน้าอีกครั้ง

"ช่วงเวลาอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางให้กับเรา และการประชุมผู้นำ เอเปก ดูเหมือนจะเป็นการประชุมที่มีความสำคัญมากที่สุดเวทีหนึ่ง" รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลียกล่าว

ความหวังของออสเตรเลียสะท้อนถึงความพยายามคล้ายๆ กันที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเอเปกที่เมืองดาร์วิน หลังจากการประชุมดับเบิลยูทีโอที่ซีแอตเติลล้มเหลวคล้ายๆ กัน ซึ่งเวทีเอเปกได้มีส่วนสำคัญในการปูทางไปสู่การเริ่มต้นเจรจาของรอบโดฮาในเวลาต่อมา

แต่ในขณะเดียวกัน นายมาร์ก เวล ยอมรับว่า ออสเตรเลียเองยังคงไม่เลิกล้มความสนใจที่จะเดินข้อตกลงเปิดเสรีในระดับทวิภาคี ถึงแม้ว่านาย เควิน รัดด์ โฆษกสหภาพแรงงานการค้า จะวิจารณ์ว่า ความแพร่หลายของข้อตกลงทวิภาคีเป็นอุปสรรคที่สั่นคลอนเวทีดับเบิลยูทีโอ

เอฟทีเอ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากว่า ความล้มเหลวของดับเบิลยูทีโอ จะเปิดช่องให้การเจรจาเอฟทีเอระหว่างชาติต่างๆ แพร่หลายและเร่งระดับการเจรจาเร็วขึ้น ยกตัวอย่าง การเจรจาระหว่างสหรัฐ และเกาหลีใต้ หนังสือพิมพ์ดองอา ได้วิเคราะห์ว่า ภาวะชะงักงันของดับเบิลยูทีโอจะทำให้การเจรจาเปิดเสรีในกรอบนี้มีแรงขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในหนังสือพิมพ์ทูเดย์ ออนไลน์ ในเครือมีเดียคอร์ป เพรส ของสิงคโปร์ ก็ตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็กำลังเร่งผลักดันให้เกิดข้อตกลงเอฟทีเอกับทั่วโลกมากขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องการเข้าถึงวัตถุดิบ และตลาดส่งออก ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงเอฟทีเอไปแล้วกับ 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เม็กซิโก และสิงคโปร์

เช่นเดียวกับอินเดีย ที่แสดงความสนใจอย่างไม่ปิดบังที่จะเร่งเดินหน้าทำเอฟทีเอกับกลุ่มอาเซียน โดยระบุว่า อินเดียจะส่งทูตพิเศษ มาพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีบาดาวี ในเรื่องนี้

โดยขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาน โมฮัน ซิงห์ ก็กำลังทำหนังสือถึงผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบันด้วย ซึ่งคาดว่า ทูตพิเศษของอินเดียจะเดินทางถึงกัวลาลัมเปอร์เร็วๆ นี้

ในขณะที่สหรัฐเอง ปัจจุบัน มีข้อตกลงเอฟทีเอทั้งที่ลงนามไปแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนเจรจาเป็นจำนวน ในจำนวนนั้น พบว่า มีการบรรลุข้อตกลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 12 ข้อตกลง สำหรับสหภาพยุโรปซึ่งไม่มีท่าทีจะทำเอฟทีเอในลักษณะทวิภาคีกับประเทศใด ก็กำลังพิจารณาทำข้อตกลงเอฟทีเอกับกลุ่มอาเซียน และอเมริกา กลาง

แม้แต่คิวบา โบลิเวีย และเวเนซุเอลา ก็เพิ่งลงนามเอฟทีเอระหว่างกันด้วย


ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980