เกษตรกรแห่ปลูกเงินCESSไม่พอจ่าย สกย.เตรียมขอปรับเงินสงเคราะห์ยาง
สกย.เสนอเพิ่มเงินสงเคราะห์ส่งออกยางพาราเพิ่มจากเดิม 1.40 บาท/ก.ก. หลังพบเงินกองทุนไม่พอปล่อยกู้ให้เกษตรกร เตรียมสร้างโรงงานต้นแบบฝึกอบรมเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางใน 4 จังหวัด สุราษฎร์ฯ-ขอนแก่น-ระยอง-ปัตตานี ด้านกระทรวงเกษตรฯเตรียมจัดประชุมยางพาราโลกปลายเดือนนี้เพื่อโปรโมตไทยเป็น "hub of rubber technology"
นายนพดล สวนประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับสถานการณ์ราคายางพาราในช่วงที่ผ่านมาพบว่าการซื้อขายยางพาราโดยรวมในปี 2548 มีราคาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 46 บาท/ก.ก. และตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบันมีราคาซื้อขายยางพาราโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 บาท/ก.ก. ซึ่งราคายางพาราปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคายางพาราในปี 2548 ถึงร้อยละ 70 และส่วนราคาซื้อขายยางพาราในอนาคต คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 50-70 บาท/ก.ก.
ภาวะราคาซื้อขายยางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยทำให้เกษตรกรมีผลกำไรที่ดีขึ้น และชะลอเวลาการตัดโค่นต้นยางเก่า รวมทั้งจูงใจให้เกษตรกรหันมาขยายพื้นที่การปลูกยางเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมายื่นขอรับเงินสงเคราะห์การปลูกยางเป็นจำนวนมาก แต่ สกย.จัดสรรเงินสงเคราะห์การปลูกยางพาราให้แก่เกษตรกรได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เกษตรกรหลายรายจึงต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินนอกระบบมาใช้ในการลงทุนแทน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูงขึ้น
"ที่ผ่านมาการเก็บเงินสงเคราะห์การปลูกยางไม่สัมพันธ์กับภาวะราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะสามารถเก็บเงินสงเคราะห์จากการส่งออกยางพาราได้ในอัตรา 1.40 บาท/ก.ก. เท่านั้น ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปลูกยาง ไม่ว่าค่าจ้างแรงงาน ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สกย.จึงได้ยื่นเรื่องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะปรับอัตราการเก็บเงินสงเคราะห์ (CESS ) จากผู้ส่งออกยางไปนอกประเทศ ในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะราคายางพาราในปัจจุบัน" นายนพดลกล่าว
นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายยางพารา สกย.วางแผนที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยวางแผนจัดตั้งโรงงานต้นแบบ สำหรับฝึกอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในพื้นที่ นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น ระยอง และปัตตานี ซึ่งโรงงานดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าพร้อมให้บริการอบรมความรู้แก่เกษตรกรโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้ตั้งแต่ต้นปี 2550 สินค้าแปรรูปที่จะอบรมในครั้งนี้ ได้แก่ อะไหล่ส่วนประกอบรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ โดย สกย.ได้เร่งประสานงานกับบริษัทเอกชนผู้ค้ารถยนต์รถมอเตอร์ไซค์ให้เข้ามารับซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์ยางแปรรูปดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการตลาดให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายในปี 2549 กระทรวงเกษตรฯคาดว่าจะมีการขยายพื้นที่การปลูกสวนยางในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 1 ล้านไร่ และมีพื้นที่การปลูกยางพารานอกโครงการของรัฐที่เกษตรกรลงทุนปลูกเองอีก 700,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1.7 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตยางเพิ่มขึ้นในปี 2555 ประมาณ 200,000- 250,000 ตัน ซึ่งปริมาณผลผลิตยางที่เพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคายางพาราของเกษตรกรในอนาคตแต่อย่างใด
กระทรวงเกษตรฯเล็งเห็นว่าหากต้องการรักษาบทบาทของไทยในฐานะผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ที่ส่งออกร้อยละ 40 ของปริมาณส่งออกทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นจะต้องขยายพื้นที่การปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านไร่ จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปวางแผนที่จะขยายพื้นที่การปลูกยางเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ และในระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2549 กระทรวงเกษตรฯวางแผนที่จะจัดงานการประชุมสุดยอดยางโลกครั้งที่ 1 ณ อาคาร 9 เมืองทองธานี ในหัวข้อเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตยางพารา เทคโนโลยีการผลิตน้ำยาง เทคโนโลยีการผลิตโพลีเมอร์หรือการผสมยางกับพลาสติก การตลาดและกฎระเบียบการค้ายางพาราในตลาดโลก
การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราจากนานาประเทศ สนับ สนุนการส่งออกยางพาราและส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของยางพาราเพื่อให้ต่างชาติรับรู้ว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้ายางพาราของโลก และพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น hub of rubber technology รวมทั้งสร้างโอกาสให้เกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และผู้ผลิตระดับอุตสาหกรรมรายใหญ่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ค้ายางพาราของโลกได้โดยตรง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
|