คืนชีวิต ฟื้นภูมิปัญญาให้ชาวนาไทย

ความเป็นชาติ คือวัฒนธรรม
แก่นวัฒนธรรมคนไทยก็คือข้าว
ถ้าวัฒนธรรมข้าวไม่มี เราจะสูญความเป็นชาติ
เพราะข้าว คือความมั่นคงของชาต

ปัญหาจากข้าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผ่านมาระบบการผลิตในภาคเกษตรกรรมถูกการครอบงำโดยการผลิตแบบใหม่ เห็นได้จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีการใช้เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีจากบริษัท วันนี้เหลือเพียงข้าวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกครอบงำจากนายทุน แต่นายทุนกำลังจะเข้ามาครอบงำโดยใช้ระบบการผลิตแบบพันธะสัญญา ท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นโจทย์ให้กับชาวนาว่าจะดำเนินการผลิตอย่างไร แต่คำตอบสุดท้ายก็ทุกอย่างอยู่ที่ชาวนาเท่านั้นที่ต้องการเช่นไร

การเปลี่ยนแปลงที่รุกคืบเข้ามาสู่ระบบเกษตรกรรม ย่อมส่งผลต่อระบบเกษตรทั้งหมด นับตั้งการผลิตจนกระทั่งขาย ทุกวันนี้แม้ว่าชาวนาจะมีพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน แต่พันธุ์ข้าวก็ไม่หลากหลายเหมือนแต่ก่อน พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ที่ชาวนาปลูกก็ล้วนมาจาการส่งเสริมจากบริษัทและหน่วยงานภาครัฐ จนกระทั่งทำให้วันนี้ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว นับวันยิ่งสูญหายไปจากวิถีชีวิตชาวนา

วิถีชาวนาที่นับวันยิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งการผลิตและส่งผลให้ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมสูญหายไป หากต้องการจะให้วิถีชีวิตชาวนากลับมาเหมือนเดิม สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมในการปลูกข้าวของคนไทย มีการสืบทอดสืบสาน มิสูญหายไปพร้อมกับระบบการผลิตแบบใหม่
เพราะมีความเชื่อว่า...ชาวนา เป็นผู้สร้างความรู้เรื่องฐานทรัพยากร

โรงเรียนชาวนา
โรงเรียนชาวนาจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ชาวนากลับมาเป็นผู้ที่สร้างความรู้ในเรื่องข้าวสืบต่อไป เนื้อหาหลักนำเสนอให้เห็นถึงความสำคัญของข้าวต่อวิถีชีวิตของชาวนาไทย วิธีการทำนาการดำนาแบบสมัยก่อน รวมทั้งปัญหาที่ชาวนาประสบอยู่

โรงเรียนชาวนาเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ชาวนาพึ่งตนเองได้อย่างจริงจัง ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แต่จะให้หันมาศึกษาเรื่องของแมลง เพราะแมลงมีทั้งที่เป็นประโยชน์และให้โทษ และให้เรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพร ศึกษาดูว่าสมุนไพรชนิดใด ไล่แมลงได้ เพื่อรู้สรรพคุณแล้ว ก็ต้องนำเอามาปรุงเป็นน้ำชีวภาพเพื่อไล่แมลง ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ส่วนเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน การหมักฟางข้าวด้วยจุลินทรีย์ก็เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้ได้มาก ชาวนาจะต้องหัดทำน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยชีวภาพโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อใส่ในนาก่อนการปลูกข้าวและทำฮอร์โมนไข่ เพื่อเอาไปใช้ในการฉีดพ่นบำรุงดอก เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมและภูมิปัญญาสมัยใหม่ และหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องสมดุลกัน

การศึกษาลักษณะเด่นและลักษณะด้อยของข้าวที่ตนเองปลูก อันนี้เองที่นำไปสู่การพัฒนาพันธุ์ข้าวของนักเรียนชาวนา เพื่อให้ชาวนาได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรเจือปน เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดี ก็จะทำให้ต้นข้าวแข็งแรง การพึ่งปุ๋ยและยาก็จะลดน้อยลงไปด้วย

นอกจากนี้ก็ยังให้ความสำคัญกับพิธีกรรมต่างๆ เพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิต เพราะชาวนาเชื่อว่า ข้าวมีชีวิต มีเทพธิดาคุ้มครองนาข้าว ชาวนาจึงมีพิธีกรรมบวงสรวง เช่น การทำขวัญข้าว พิธีบวงสรวงตาเหลว ตอนข้าวตั้งท้อง

รูปแบบของโรงเรียนชาวนาจึงเป็นหนึ่งกระบวนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ชาวนา ขณะเดียวกันการเปลี่ยนความคิดความเชื่อเดิมๆ จากยุคปฏิวัติเขียวที่ฝังรากกับชาวนาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจใหม่หมด มีสร้างกระบวนทัศน์ในการผลิตใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ขบวนการการปลูกข้าว การทำนา จนกระทั่งเก็บเกี่ยว

หลักสูตร 3 ระดับของโรงเรียนชาวนา

1. ระดับประถมศึกษา

o การบันทึกลักษณะแมลงจากแปลงนา เป็นเครื่องมือทบทวนความจำ
o เรียนรู้สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ใช้ควบคุมแมลง
o วิธีการใช้สมุนไพร

2. ระดับมัธยมศึกษา

o การปรับปรุงบำรุงดินโดยชีววิทยา ตรวจสอบธาตุอาหาร
o การเก็บจุลินทรีย์จากป่าสมบูรณ์
o การขยายพันธุ์จุลินทรีย์
o ผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่เก็บได้จากป่า
o ผลจากการศึกษาจุลินทรีย์จากใบไผ่ตัวอย่าง
o การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ วิธีการใช้น้ำจุลินทรีย์ในกระบวนการทำนา ผลจาการใช้จุลินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดิน
o เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของรากแก้วที่เกิดจากการปรับปรุงดินด้วยวิธีต่างๆ

3. อุดมศึกษา

o การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสำหรับนาอินทรีย์
o การรวบรวมพันธุ์ข้าว
o นำมาสีเป็นข้าวกล้อง
o การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว
o การเพาะต้นกล้าข้าวกล้องจากขี้เถาแกลบ
o การดำต้นกล้าแบบสวนครัว
o การปลูกต้นกล้าที่เพาะจากข้างกล้องแบบดำต้นเดียว
o ต้นข้าวจากการปักดำแบบต้นเดียว
o กระบวนการดำนา เช่น โฉมหน้าเครื่องดำนา
o การเตรียมแปลงเพาะต้นกล้าสำหรับเครื่องดำนา
o ต้นกล้าสำหรับเครื่องดำนา
o การเจริญเติบโตของต้นข้าวจากเครื่องดำนา
o เทคนิคการตอนและการผสมพันธุ์ข้าว
o ผลผลิตที่ได้จากการคัดเลือกพันธุ์ข้าว
o ผลงานจากการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว

หลังจากเรียนรู้แล้ว ควรนำมาสรุปหลังจากนำเอาหลักสูตรไปใช้ ว่าเป็นเช่นไร ซึ่งควรจะนำมาสรุปร่วมกันปีละครั้งและนำเมล็ดพันธุ์แต่ละท้องถิ่นของตนมาแลกเปลี่ยนด้วย

หลังจากการปฏิบัติตามหลักสูตรสิ้นสุดลง การนำเอาความรู้ความเข้าใจจากการเรียนรู้ทั้งหมด จำเป็นต้องนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้ต่อไป ดังนั้นการจัดการความรู้ถือเป็นหัวใจสำคัญ
การจัดกระบวนการเรียนรู้

1. ต้องหาความรู้ใหม่เข้ามา เช่น จุลินทรีย์ การคัดพันธุ์ เรื่องแมลง สมุนไพร นี่คือความรู้ใหม่ที่เขาเรียน
2. ภูมิปัญญา ต้องมาคุ้ยว่าตั้งแต่อดีตมีความรู้เก่าอะไรบ้าง เช่น การดมดิน การใช้สมุนไพร พิธีกรรม ความเชื่อที่มันเอื้อต่อการผลิตข้าวที่พึ่งตนเอง
3. ต้องมีคนที่เอาไปทำงาน เช่น คุณกิจ อำนวย เอื้อ พันธมิตร จะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน จะต้องมีการสานต่อข้อมูล
4. ทุน ที่ดิน อาหารตามธรรมชาติ ทุนทางเศรษฐกิจ สังคม ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
5. เครื่องมือของชาวบ้าน คือหลักสูตรชาวนา จะต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในหลักสูตร
การจัดการความรู้ คือ

1. ปฏิบัติจริง มันจะสรุปได้และเห็นผล
2. ทำอย่างต่อเนื่อง
3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้
4. เปลี่ยนแปลงตนเอง
5. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์
6. บันทึก ติดตาม ประเมินผล ช่วยลดการมองเชิงลึกลง
7. เผยแพร่ ถ่ายทอดความรู้ หน้าที่ของกระบวนการจัดการความรู้คือการเผยแพร่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น
นี่คือ แนวทางในการผลักดันไปสู่จุดหมาย เมื่อทำแล้วก็จะต้องเกิดนวัตกรรมเกิดองค์ความรู้ใหม่ก็จะนำไปทำต่อ เช่น
1. กองทุนปุ๋ย
2. กองทุนพันธุ์ข้าว เพื่อการพึ่งตนเอง
3. เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่ใช้ได้จริง
4. เกิดเครือข่ายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญหัวใจสำคัญของการจัดการความรู้ คือร่วมกันคิดร่วมกันทำ มีความสามัคคี มีความภาคภูมิใจ ทำไปเรียนรู้ไป ให้โอกาส ไม่ตัดความคิดของผู้อื่น มีเหตุผล สามารถวิเคราะห์และเผยแพร่ต่อสังคม

ในวันนี้เสียงสะท้อนจากนักเรียนชาวนาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงเรียนชาวนาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชาวนาพึ่งตนเองได้อย่างจริงจัง นั่นก็คือการคัดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะได้ผลผลิตที่ดี และต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ดีนับตั้งแต่การเตรียมแปลง พร้อมกับศึกษาเรื่องระบบนิเวศน์ด้วย

เนื้อหาจาก “การฝึกอบรมกระบวนการจัดการเรียนรู้สู่เกษตรกร ในการทำนาในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ” มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 13-16 มิถุนายน 2549
.

มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980