การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความคิดและการเคลื่อนไหวเพื่อปลูกสำนึกของความเป็นท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานชีวิต และฐานปัญญา จิตวิญญาณในการที่จะยีนหยัดอยู่ได้ภายใต้กระแสทุนนิยมและโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทยที่ไม่เป็นธรรม ที่ทวีพลังมากขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่สมดุลย์ในที่นี้คือ การฟื้นฟูพลังอำนาจ ศักยภาพ และความสามารถของชุมชน ประชาสังคมในท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการพัฒนาท้องถิ่นโดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับฝ่ายต่างๆ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมอย่างเท่าทันกับโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีความรู้เป็นฐานสำคัญของพลัง (Knowledge-based Economy) ซึ่งชุมชนท้องถอ่นที่จะอยู่ได้เท่าทันในระบบเศรษฐกิจดังกล่าว จะต้องมีความรู้ มีทักษะการเรียนรู้ที่ดี มีความสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนและสถาบันอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในสามทศวรรษที่ผ่านมาการฟื้นฟูเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นที่ทำทั้งโดยองค์กรชุมชนและองค์กรประชาสังคมมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นพื้นที่ดำเนินการและแผนโครงการกิจกรรม แม้ว่าแนวคิดแนวทางความเคลื่อนไหวขององค์กรชุมชนและประชาสังคมต่างๆ ในการฟื้นฟูอำนาจชุมชนท้องถิ่นอาจต่างกัไปบ้าง เช่น แนวทางการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองรูปใหม่ของเครือข่ายกลุ่มคนที่ถูกเบียดเบียน จึงลุกขึ้นต่อสู่เรียกร้องสิทธิ โอกาสให้กับชีวิต เป็นต้น แต่ก็มีประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ชี้นำความเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน อาทิ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ การจัดการแบบยั่งยืน การจัดการธุรกิจชุมชน การจัดการออมทรัพย์ระดับชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการการศึกษาและฝึกอบรม และกระบวนการเรียนรู้ระดับชุมชน การจัดการอุตสาหกรรมชุมชน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การจำหน่ายสินค้าเกษตร เป็นต้น

มีองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนอยู่ทั่วไปทั้งประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเอง การพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่น การแหวกวงล้อมของโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่ไม่เป็นธรรม เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีของตนบนพื้นฐานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเองที่รู้จักกันดีคือ องค์กรชุมชนภายใต้การนำของปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น นายจินิ โอโดเชา ผู้นำชุมชนแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ นายมุกดา อินต๊ะสาร คนของชุมชนดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา นายประสงค์ ณรงค์ ผู้นำชุมชนธุรกิจครบวงจร ชุมชน ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายฝาก ตรีถวัลย์ นักปราชญ์ชาวบ้านเพื่อพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ของชุมชน อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครูชบ ยอดแก้ว ผู้นำแนวคิดการออมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจร ตำบลน้ำบาง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เกษตรกรผู้ริเริ่มวนเกษตร อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา นายเล็ก กุดวงศ์แก้ว ผู้นำการทำเกษตรผสมผสาน อำเภอกุดมาก จังหวัดสกลนคร นายมั่น สามสี ผู้บริหารโรงสีชุมชน ตำบลนาไซ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร กำนันมณเฑียร ช่างเหล็ก ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นต้น

ในส่วนของเครือข่ายองค์กรประชาสังคมมูลนิธิต่างๆ ที่สนับสนุนร่วมคิดร่วมเรียนรู้กับองค์กรชุมชนมาโดยตลอดมีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะมูลนิธิสถาบันพัฒนาชุมท้องถิ่น มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อติดตาม และมูลนิธิบูรณะชนบทในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งประชาคมและเครือข่ายองค์กรประชาคมในระดับกลุ่ม จังหวัด และภูมิภาค เช่น กลุ่มฮักเมืองน่าน สงขลาประชาคม กลุ่มคนรักเมืองเพชร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภาคเหนือ ประชาคมสี่แยกอินโดจีน เป็นต้น

กระบวนการดำเนินงานขององค์กรชุมชนและองค์กรประชาสังคมมีจุดเด่นอยู่ที่ความยืดหยุ่นในการดำเนินการ ความสามารถในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับชุมชน ในขณะที่มีข้อจำกัดในเรื่องของทรัพยากรการดำเนินงานและการสนับสนุนให่มีการนำเอาบทเรียนที่ได้รับไปขยายผลในพื้นที่อื่นรวมทั้งยังต้องการระบบบริหารจัดการ การเชื่อมโยง ผนึกกำลัง ขับเคลื่อนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นกระบวนการ ที่มีเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับของประเทศ

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการเพิ่มพลังอำนาจให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทความสามารถมากขึ้นในการริเริ่ม ผลักดันความคิด ต่อรองและตรวจสอบกระบวนการนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทาย ทั้งในระดับความคิดและการปฏิบัติ ในที่นี้ จะพิจารณาปัจจัยเงื่อนไขทั้งภายในและภายนอกชุมชนท้องถิ่นที่เป็นประเด็นท้าทายการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นที่ควรพิจารณา โดยพิจารณาประสบการณ์ในการวิจัยพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ และการดำเนินการเพิ่มพลังอำนาจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นโดยการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนาตามกรอบความคิดการพัฒนาที่เป็นองค์รวมโดยมีคนเป็นศูนย์กลางที่เริ่มใช้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย – สหประชาชาติ (Thai – UNCAP) ที่ดำเนินการใน 5 จังหวัด คือ พะเยา มหาสารคาม เพชรบุรี ปัตตานี และเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน (ดูรายละเอียดใน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, 2543) ปัจจัยเงื่อนไขภายในและภายนอกชุมชนที่เป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่อการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนท้องถิ่นมีหลายประการและมีที่สำคัญที่ควรให้ความสนใจ ทั้งในส่วนที่อยู่ภายในและภายนอกชุมชนท้องถิ่น ดังนี้

1. คุณค่าและจิตสำนึกสาธารณะ
ระบบคุณค่าเป็นความคิดความเชื่อ สำนึกที่เป็นความดีงามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตของคนและชุมชนระบบคุณค่าเป็นนามธรรมที่วางกรอบกำกับการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของคนในสังคม ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายให้คน ครอบครัว และสถาบันทางสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระบบคุณค่าจึงเป็นกลไกทางสังคมในการจัดแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และคนกับคุณธรรมหรือกำลังจิตใจ ระบบคุณค่าในสังคมแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง ระบบคุณค่าและจิตสำนึกจึงเป็นแกนหลักของสังคมท้องถิ่น ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์สิ่งใดให้บรรลุผลสำเร็จ ขณะเดียวกันการพัฒนาประเทศต้องการการสร้างคุณค่าและจิตสำนึก เพื่อจัดระบบระเบียบทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมสให้เหมาะสมเกิดความสมดุลย์และส่งเสริมคุณภาพในทุกส่วนของ การพัฒนาประเทศ

จากประสบการณ์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนในการพัฒนาใน 5 จังหวัดตามโครงการความร่วมมือไทย - สหประชาชาติ พบว่าความคิดที่จะพึ่งตนเองของกลุ่มคนและองค์กรชุมชนในพื้นที่มีอยู่แล้ว หากแต่ไม่ได้ถูกระตุ้นฟื้นฟูขึ้นมา การที่ผู้คน กลุ่มองค์กรภายในชุมชนได้มีโอกาสมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประเมินสถานการณ์ความเป็นอยู่ ทบทวนสิ่งที่ชุมชนให้ความสำคัญ ร่วมรับรู้ถึงศักยภาพ โอกาส ข้อจำกัด ปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่ อันเนื่องมาจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในทุกด้านอย่างเป็นภาพรวม (Totality) อันเป็นภาพที่ทำให้องค์กรชุมชนเห็นตำแหน่งแห่งหนของตนและความเชื่อมโยงกับสถาบัน องค์กรเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศและต่างประเทศ ทำให้องค์กรชุมชนได้เกิดความสนใจที่จะยึดถือระบบคุณค่า วิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ควรยึดถือ ซึ่งก็คือแนวทางการพึ่งพาตนเอง การมีชีวิตที่พอเพียง และการมีความสำนึกหรือจิตสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมการฟื้นฟูทบทวนคุณค่าและจิตสำนึกสาธารณะของชุมชนท้องถิ่นยังมีค่อนข้างน้อย กระบวนการหล่อหลอมฟื้นฟู จิตสำนึกโดยผ่านกระบวนการประชาสังคมอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังต้องการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติอีกมาก เพื่อเข่าในถึงระบบคุณค่าและสำนึกสาธารณะของการมีส่วนร่วม ซึ่งอาจมีสภาพแตกต่างหลากหลายกันไปในบริบทของพื้นที่และประเด็นนโยบายสาธารณะ (ดูเพิ่มเติมใน ชาติชาย ณ เชียงใหม่, 2541 และชูชัย ศุภวงศ์และยุวดี คาดการณ์ไกล, 2540) และการสร้างความรู้เกี่ยวกับแนวทางและรูปแบบต่างๆ ของการส่งเสริมการหล่อหลอมคุณค่าและจิตสำนึกสาธารณะตลอดจนปัจจัยที่เอื้ออำนวยและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างคุณค่าและจิตสำนึกความเป็นพลเมือง ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคนิควิธีการที่ใช้ในการเสริมสร้างกระบสรการมีส่วนร่วมเพื่อกำหนดคุณค่าและจิตสำนึกร่วมกัน และการพัฒนาผู้ที่สามารถทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการเพื่อถ่ายทอดวิธีการและเสริมสร้างทักษะที่ดีของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สร้างสรรค์ เพื่อการพึ่งตนเองและการแก้ปัญหาและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน (ดูตัวอย่างใน ทวีศักดิ์ นพเกษร, 2541)

2. ปัจจัยภายในชุมชนที่ไม่เอื้อต่อการรวมตัวและการมีส่วนร่วมของชุมชน
การมีส่วนร่วมของกลุ่มคนหรือชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับรู้ แสดงความคิดเห็น และควบคุมตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาครัฐและธุรกิจให้มีการกระจายและใช้ทรัพยากรตามคุณค่าและสำนึกการพึ่งตนเองที่กล่าวข้างต้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ภายในชุมชนเองหลายประการ ปัจจัยเหล่านี้ เป็นได้ทั้งปัจจัยที่ส่งเสริมหรือเป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย มีคุณภาพขององค์กรชุมชน จากบทเรียนที่ได้รับจากการศึกษาชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัด และชุมชนอื่นในภูมิภาคต่างๆ (ดู ชาติชาย ณ เชียงใหม่, 2541) พบว่า ผลจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุลย์ที่ผ่านมาสี่ทศวรรษ ทำให้ปัจจัยภายในของชุมชนท้องถิ่นในทุกภูมิภาคเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีพลัง ทั้งในฐานะของปัจเจกชน และในฐานะของกลุ่มองค์กรชุมชน ที่สำคัญ ได้แก่
(1) แทบทุกชุมชนกำลังประสบปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น มีความไม่มั่นคงในรายได้ มีภาระหนี้สิน ความยากจนเพิ่มขึ้นทุกขณะ
(2) พื้นฐานการดำรงชีวิตในด้านการผลิต ประสบกับความไม่มั่นคง เพราะความสมบูรณ์และทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ร่อยหรอ และเสื่อมสภาพไปทุกขณะ
(3) สถาบันทางสังคม อันได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน คลายความสำคัญทางจิตใจและทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ชุมชนเปิดรับค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคและวัตถุนิยม
(4) องค์กรหรือกลุ่มคนในชุมชนที่รวมกันจัดตั้งขึ้นมา มักมีความสามารถในการจัดการกลุ่มของตนเองให้เข้มแข็งไม่เพียงพอ ไม่สามารถใช้ความรู้เพื่อสร้างความรู้ใหม่เพื่อให้การจัดการมีพลังมากขึ้น
(5) ระบบความรู้หรือภูมิปัญญา ได้รับการเสริมสร้างสานต่อและประยุกต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในอัตราที่ค่อนข้างช้ามาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้การเรียนรู้ภายในชุมชนไม่สัมพันธ์กับบริบทของการกระทำใหม่ๆ ที่ชุมชนรับมาจากภายนอก
(6) ชุมชนไม่น้อยประสบกับภาวะการขาดแคลนผู้นำที่มีคุณธรรมและปัญญาที่จะเป็นศูนย์กลางสร้างความผูกพันทางจิตวิญญาณและทางสังคม ให้ผู้คนได้ฟื้นฟูสำนึกกางพึ่งตนเอง ให้ผู้คนในชุมชนมีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน สามัคคีร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคในการดำรงชีพร่วมกัน

ในส่วนที่เกี่ยวกับปัจจัยภายในชุมชนที่ส่งผลต่อการสร้างเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชุมชน ต้องการการศึกษาวิจัยในประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) การที่ชุมชนท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในองค(กร ทั้งที่ไม่ใช่ภาครัฐและที่เป็นองค์การภาครัฐ ควรมีผลไกและช่องทางการสื่อสารใดบ้างที่มีประสิทธิภาพในการเป็นเวทีพื้นฐานการพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสาธารณะ และการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนข่าวสารการเคลื่อนไหวกับชุมชนอื่นในประเด็นปัญหาความสนใจเรื่องต่างๆ เช่น การผลิต การออก สุขภาพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
(2) องค์กรชุมชนในพื้นที่ต่างๆ มีวิธีการขั้นตอนต่างๆ ในการจัดการทรัพยากร เช่น น้ำ ป่า ความรู้เป็นต้น อย่างไร ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันมากน้อยเพียงใด และมีกระบวนการปรับเปลี่ยนทักษะ ความสามารถของชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างไร
(3) ทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชุมชน อาทิ เงิน เวลา ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ทุนทางสังคม ทุนการจัดองค์กร มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในลักษณะใดบ้าง การระดมทุนจากในชุมชนมาผนวกกับทุน / ทรัพยากรจากภายนอกชุมชนควรทำอย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน
(4) องค์กรชุมชนควรมีความสามารถและทักษะทางการเมืองอย่างไร เพื่อให้มีการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมมีประสิทธิผล และชุมชนท้องถิ่นต้องพัฒนาทักษะความสามารถใหม่ๆ ทางการเมืองอะไรบ้าง และด้วยวิธีการอย่างไร่ ภาครัฐควรมีส่วนสร้างทักษะ ความสามารถทางการเมืองในแง่ใด และอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540
(5) ผู้นำชุมชน หรือกลุ่มคนในชุมชนที่เป็นคนดี มีปัญญา มีความคิดริเริ่ม ควรมีกระบวนการวิธีการผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนสำนึกและพฤติกรรมทางการเมืองในชุมชนอย่างไรบ้าง แนวทางการส่งเสริมพัฒนาผู้นำสาธารณะรุ่นใหม่ขึ้น ทดแทนกลุ่มผู้นำรุ่นเก่า และการเสริมสร้างเครือข่ายความคิดความร่วมมือของ ผู้นำองค์กรประชาสังคมรุ่นใหม่ในภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ ควรดำเนินการอย่างไร

3. ระบบการจัดการการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
นับตั้งแต่ พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนท้องถิ่นในเมืองและในชนบทมีความสนใจ กระตือรือร้นเข้าไปมีส่วนรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตรวจสอบการทำงานของสถาบันทางการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานของรัฐและธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดคือ การแสดงออกในรูปของพลังชุมชนและประชาคมที่เข้มแข็ง และโดยเฉพาะในรูปของเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติ เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของภูมิภาค และเครือข่ายองค์กรในระดับประเทศที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบของความเป็นพลเมือง เช่น เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย เครือข่ายวิทยุชุมชน และเครือข่ายประชาคมสาธารณสุข เป็นต้น การตื่นตัวเข้าไปร่วมคิดร่วมตรวจสอบของเครือข่ายชุมชนประชาสังคมเหล่านี้ ล้วนแต่มุ่งจะเคลื่อนไหวเพื่อกอบกู้ สร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และเสนอทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่มีพื้นที่ ที่มีความหมาย ที่ชุมชนสามารถจะจัดการได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐและกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่มากนัก

จากประสบการณ์ของการร่วมศึกษากับชุมชนในพื้นที่ดำเนินการโครงการไทย – สหประชาชาติ และพื้นที่อื่นๆ ก็พบการตื่นตัวความเคลื่อนไหวของชุมชนและเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ดังกล่าวนั้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวต่างๆ ดังกล่าว ยากที่จะมองได้ว่า สัมฤทธิผลของการตรวจสอบหรือความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการเหนี่ยวรั้งการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีอยู่เพียงใด อยู่ในระดับใด จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำการศึกษาให้รู้และเข้าใจมากขึ้น โดยต้องการศึกษาทั้งในเชิงลึกในแต่ละประเด็นปัญหา และการศึกษาในเชิงกว้างเปรียบเทียบในระหว่างพื้นที่ท้องถิ่น การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศพบว่า ชุมชนท้องถิ่นมีความสามารถตรวจสอบ ควบคุม กำกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าองค์กรและสถาบันของภาครัฐที่อยู่ในระดับประเทศและในระดับประเทศและในระดับสากล (Manor, 1999: 87-89) ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุที่เข้าในกันได้ว่า ยิ่งเป็นเรื่องที่อยู่ห่างจากตัวมากเท่าไร ความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และการใช้ประโยชน์จากกลไกการตรวจสอบที่กฎหมายกำหนดไว้คงทำได้ ยากกว่าเรื่องที่อยู่ในระหว่างท้องถิ่น หากไม่มีองค์กรและสถาบันทางวิชาการที่เป็นกลางคอยเชื่อมโยงทรัพยากรและข้อมูลของหน่วยงานและผู้ใช้อำนาจรัฐให้กับชุมชนและองค์กรชุมชนท้องถิ่น

ในที่นี้ข้อเสนอความคิดบางประการเกี่ยวกับระบบการจัดการการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การคิดกำหนดหัวข้อการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความสามารถขององค์กรชุมชนท้องถิ่นในการเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในระดับต่างๆ

ที่ผ่านมา การเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ฟ้องหรือร้องเรียนเรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเองและชุมชนที่ทำโดยภาคประชาชนและองค์กรชุมชนยังมีลักษณะค่อนข้างเป็นรายประเด็น (Issue-Based) และความเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบการทำงานขององค์กรภาครัฐยังมีลักษณะเป็นการคิดและทำแบบแยกส่วน ไม่ค่อยเชื่อมโยง สัมพันธ์กับแนวคิดและกิจกรรมการมีส่วนร่วมอื่นๆ ผู้เขียนเห็นว่าควรให้ความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษารูปแบบ เพื่อพัฒนาตัวแบบต่างๆ ของระบบของการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นที่ครอบคลุมตั้งแต่ ขั้นของการตระหนักในประเด็นปัญหาไปถึงการกำหนด นโยบายและกระบวนการตรวจสอบ ทั้งนี้เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนเป็นกระบวนการ (Process) ในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และการดำเนินการทางการเมืองในระดับต่างๆ ของฝ่ายต่างๆ ให้มีคุณภาพ โดยเป็นกระบวนการเปิดกว้างที่ให้โอกาสการมีส่วนร่วมและเพิ่มความสามารถของประชาชนที่จะเข้าไปร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ ประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เพื่อสามารถทำการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง การเข้าไปมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการ นโยบายสาธารณะตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้ประชาชนและทุกฝ่ายเป็นการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง มีเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน และมีการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกตัดตอนของกระบวนการ ซึ่งในทางปฏิบัติ หากมีการแบ่งแยกตัดตอน มักนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างภาคประชาชนในท้องถิ่นกับภาครัฐและภาคธุรกิจ ดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หลายพื้นที่ ดังนั้น การเน้นกระบวนการจึงเป็นการเชื่องโยงกิจกรรมต่างๆ ของการมีส่วนร่วม รวมทั้งการตรวจสอบเข้าไว้ในองค์รวมเดียวกัน (Totality)

ในขณะนี้ ความคิดเรื่องการติดตามตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองโดยประชาชนและชุมชนท้องถิ่น และความเข้าใจในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะต้องรับการตรวจสอบจากภาคประชาชนมีมากขึ้น ทั้งในรพดับชาติและระดับชุมชนท้องถิ่น หากแต่ว่าการออกกฎหมาย ระเบียบ เพื่อกำหนดช่องทางและกลไกที่ภาคประชาชนจะเข้าไปตรวจสอบยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเท่าที่ควร (ดูความคิดในเรื่องนี้ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2544) แต่สิ่งซึ่งยังต้องทำการศึกษาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ ในเรื่องนี้ก็คือ การจัดการให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในแต่ละระดับมีประสิทธิภาพและสิทธิผล ควรมีรูปแบบเป็นอย่างไร ควรมีกระบวนการอย่างไร และควรมีองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ที่มีความเป็นกลาง และมีความหลากหลาย เพิ่มมากขึ้นหรือไม่อย่างไร เพื่อใช้ประชาชนและองค์กรชุมชน สามารถมีโอกาสที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตนเอง

การตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการสำนึกของชุมชนท้องถิ่นที่ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรของตนเองและชุมชนได้ใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้เป็นเครื่องมือ กลไกในการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นของตนเองในการจะแก้ปัญหาด้วยตนเองที่ในระดับท้องถิ่นเสียก่อน ในเรื่องนี้ มีการศึกษาและผลักดันอยู่ 2 ด้าน ด้านแรก เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อ.บ.ต. ให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของท้องถิ่นให้ได้ดีที่สุด (ดูตัวอย่างใน ดำรง วัฒนา, 2544) อีกด้านหนึ่ง คือการพยายามที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้ปัจเจกชนและชุมชนท้องถิ่นได้ใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเวที เป็นฐาน เป็นพื้นที่ในการแก้ปัญหาและพัฒนาการดำรงชีวิตของตนเอง โดยส่งเสริมให้ประชาชน ปัจเจกชนและชุมชนรวมตัวกันก่อรูปกันขึ้นเป็นประชาคมในระดับตำบล หมู่บ้าน เพื่อที่จะรวบรวม และสร้างพลังให้แก่ความคิดความต้องการในการกดดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระทำการใดๆ ตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการรวมตัวของปัจเจกชนและกลุ่มคนในท้องถิ่นเป็นประชาคมด้วยตนเองยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ในท้องถิ่น (ดูพีรพล ไตรทศวิทย์, 2544) เท่าที่ผ่านมา ประชาชนถูกครอบงำและถูกจัดตั้งให้เป็นกลุ่มเพื่อเป็นเครื่องประกอบการดำเนินงานการพัฒนาของทางราชการอยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยมและการรวมศูนย์การเมืองการพัฒนามานานกว่าหนึ่งร้อยปี มีส่วนสำคัญในการบั่นทอนการรู้สึกตระหนักในการมีพื้นที่ร่วมกัน (sense of Area)

ในการมีอัตลักษณ์ในเชิงวัฒนธรรม พื้นที่ วิถีชีวิตร่วมกัน อีกทั้งโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นที่อำนาจ อิทธิพล กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับผู้ที่ด้อยโอกาส (ชาติชาย ณ เชียงใหม่, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์) ทำให้ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ เป็นประเด็นที่ควรทำการศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจถึงลู่ทางในการเสริมสร้างความสามารถความตระหนักสำนึกในความเป็นพลเมืองให้แก่ปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลในชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถร่วมจัดการดูแล แก้ไข ปัญหาการดำรงชีวิตของตนเองให้ได้อย่างยั่งยืน สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปลี่ยนการเมืองไทยให้เป็นการเมืองของภาคประชาชน ตามความเชี่อที่ว่าการพัฒนาและการมีส่วนร่วมที่โปร่งใส เปิดเผยของประชาชนจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นองค์รวมและยั่งยืน


มูลนิธิชีวิตไท เลขที่ 86 ซอยลาดพร้าว 110 (สนธิวัฒนา แยก 2) วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 02-9352981-4 แฟ็กซ์.02-935 2980