บรรษัทข้ามชาติ
ความจริงแห่งอำนาจ “การเอื้ออำนวยระดับชาติ"

สิ่งที่ตามมาจากโลกาภิวัตน์ เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ทั่วโลกต้องประสบในสภาวะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ท่ามกลางการรวมกลุ่มทางอำนาจของบรรษัทที่กำลังจะครอบครองโลกทั้งใบภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ให้เป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าที่มากมายในหลายประเด็น...และอันหมายรวมถึงกระบวนการทำลายทรัพยากร
ในระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นในภาคการผลิตทางเกษตรอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเปิดตลาดก็เป็นเสมือนการสร้างเวทีการแข่งขันให้กับประเทศต่างๆ และการอุดหนุนเกษตรกรก็เป็นหนึ่งวิธีการการต่อสู้ของประเทศต่างๆ
การอุดหนุนเกษตรกรในประเทศอุตสาหกรรมเทียบเท่ากับเงินอุดหนุนการพัฒนาด้านเกษตรในประเทศยากจนถึง 30 เท่า ทั้งนี้รายงานยังกล่าวตำหนิการอุดหนุนในยุโรปตะวันตก สหรัฐฯ และประเทศร่ำรวยอื่น ซึ่งตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเกษตรในประเทศร่ำรวยและยากจน โดยบิดเบือนตลาดโลกและการค้าสินค้าเกษตรอย่างรุนแรง
เอฟเอโอ (FAO) ระบุว่า ในภาวะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทางเกษตรดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจถดถอยในทศวรรษ 1930 การอุดหนุนได้เพิ่มแรงกดดันให้บรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพยายามส่งออกฝ้าย น้ำตาล และข้าว
รายงานเปิดเผยว่า ประเทศกำลังพัฒนากว่า 50 ประเทศพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรราว 3 ชนิด เพื่อสร้างรายได้จากต่างประเทศ 20-90% “สำหรับคนกลุ่มนี้ พัฒนาการของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศอาจสร้างความแตกต่างระหว่างอาหารอันโอชะและความอดอยากได้อย่างแท้จริง”
จากสิ่งกีดกันทางการค้า ผนวกกับการอุดหนุนจากชาติอุตสาหกรรม และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่แท้จริงซึ่งลดลงในช่วง 40 ปี เป็นปัจจัยทำลายแหล่งรายได้เดียวของประชากรหลายล้านคนจาก 2,500 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการเกษตร
นอกจากนี้ รายงานวิพากษ์วิจารณ์ถึง “อำนาจตลาดของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด” โดยยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันมี 3 บริษัทควบคุมปริมาณกาแฟเกือบครึ่งหนึ่งของกาแฟทั่วโลก ขณะที่เชนซูเปอร์มาร์เกต 30 แห่งควบคุม 1 ใน 3 ของยอดขายตามร้านค้าทั่วโลก
ขณะเดียวกันการแข่งขันเช่นนี้นำไปสู่การเติบโตของบรรษัทข้ามชาติให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่เส้นทางแข่งขันที่นับวันจะยิ่งรุนแรง ภายใต้กรอบกติกามากมายที่มีอำนาจเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก
หากย้อนกลับในยุคแรกเริ่มของทุนนิยมสมัยใหม่ เจมส์ เมดิสัน (James Madison) บรรยายความสัมพันธ์ของธุรกิจกับรัฐบาลว่าเป็น สมุนและทรราช เขาบอกว่า ธุรกิจเป็นสมุนและทรราชของรัฐบาลในปัจจุบัน นี่คือคำนิยามโลกที่ถูกต้องที่สุด
บรรษัทข้ามชาติเป็นทั้งสมุนและทรราชของรัฐมหาอำนาจ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างรัฐชาติกับบรรษัท จุดเริ่มต้นแห่งอำนาจของเหล่าบรรษัทธุรกิจ
การพังทลายของตลาดในปลายศตวรรษที่ 19 ตอนนั้นมีการทดลองเป็นระยะสั้น ๆ การทดลองระยะสั้นมากกับระบบที่คล้ายคลึงทุนนิยมไม่มากก็น้อย นั่นคือตลาดเสรี มันไม่ได้เสรีจริง ๆ เสียทีเดียว แต่ก็เสรีส่วนหนึ่ง และมันกลายเป็นความหายนะครั้งยิ่งใหญ่จนภาคธุรกิจต้องเรียกร้องให้ยกเลิกเพราะอยู่รอดไม่ได้
ในปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีความเคลื่อนไหวเพื่อเอาชนะความล้มเหลวอย่างรุนแรงของตลาด จนนำไปสู่รูปแบบต่าง ๆ ของการรวมศูนย์ทุน นั่นคือ ทรัสต์, การร่วมมือในลักษณะผูกขาด ฯลฯ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ บรรษัทธุรกิจในรูปแบบปัจจุบัน
บรรษัทธุรกิจก็ได้รับสิทธิจากอำนาจศาล ศาลให้บรรษัทมีสิทธิเทียบเท่าบุคคล หมายความว่าบรรษัทมีสิทธิเสรีภาพในการพูด บรรษัทสามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อย่างเสรี บรรษัทสามารถสนับสนุนการเลือกตั้ง ฯลฯ และบรรษัทได้รับความคุ้มครองจากการสอดส่องของอำนาจรัฐ ข้อตกลงทางการค้า ซึ่งความจริงไม่ค่อยเกี่ยวกับการค้าสักเท่าไร บรรษัทกำลังได้รับสิทธิที่เหนือกว่าสิทธิของบุคคล บรรษัทได้รับสิทธิที่เรียกกันว่า “การเอื้ออำนวยระดับชาติ" (national treatment) บุคคลไม่มีสิทธิแบบนี้ “การเอื้ออำนวยระดับชาติ" แต่ถ้าบริษัทเจเนรัลมอเตอร์ไปที่เม็กซิโก มันสามารถเรียกร้องขอ “การเอื้ออำนวยระดับชาติ" ได้ บรรษัทสามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณและผมทำไม่ได้
ดังนั้นบรรษัทจึงได้รับสิทธิเหนือกว่าบุคคล มันเป็นอมตะ มันทรงอำนาจ มันมีพฤติกรรมวิปริตเพราะข้อกำหนดทางกฎหมาย และนี่แหละคือรูปแบบของระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในปัจจุบัน บรรษัทธุรกิจไม่มีการแข่งขันกันจริง ๆ มันต่างเชื่อมโยงกันและกัน บริษัทซีเมนส์, ไอบีเอ็มและโตชิบา จึงมีโครงการร่วมมือกันทางธุรกิจได้ บรรษัทพึ่งพิงอำนาจรัฐเป็นอย่างมาก แรงขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันมาจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่มาจากภาคเอกชนเลย เกือบทุกแง่มุมของสิ่งที่เรียกกันว่า คลื่นลูกใหม่ทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่พัฒนาและออกแบบมาด้วยต้นทุนของสังคมและสังคมเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งสิ้น ไม่ว่าคอมพิวเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, โทรคมนาคม, อินเตอร์เน็ต, เลเซอร์, ทุก ๆ อย่าง....
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บรรดาบรรษัทข้ามชาติได้ดูดเอางบประมาณของรัฐและเงินชดเชยจากรัฐบาลของประเทศที่ตัวเองไปทำธุรกิจอยู่ไปใช้และพยายามหาทางหลีกเลี่ยงภาษีอย่างแข็งขัน บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ได้ทำลายธุรกิจขนาดเล็กอย่างไม่ปรานีโดยวิธีการตัดราคา และบีบให้รัฐบาลยกเลิกกฎข้อบังคับหลายอย่างโดยอ้างข้อตกลงการค้าเสรี
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการผลิตส่งผลให้ผู้นำของประเทศกำลังพัฒนาหลายๆประเทศเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ เช่น ประเทศตุรกี ประเทศไทย ประเทศอาร์เจนติน่า อินเดีย เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ทำให้บรรษัทข้ามชาติมีสภาพที่รัฐต้องเอื้ออำนวยต่อข้อเรียกร้องของบรรษัทเหล่านี้ตลอดเวลา ซึ่งในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายยอมรับวาทะกรรมในการเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจที่เปิดการค้าเสรีและการขายกิจการของรัฐให้ทุนต่างชาติเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของตนเองและบรรดาบรรษัท
บริษัทข้ามชาติในไทย หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540
หลังจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 บริษัทข้ามชาติในไทยยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเช่นเดิม แต่แทนที่จะไปลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ อังกฤษ หรือ สหรัฐอเมริกา เหมือนในช่วงแรกๆ ที่ขยายการลงทุน กลับมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในกลุ่มประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศในเขตอาเซียน
การเพิ่มบทบาทของบรรษัทข้ามชาติในการเมืองระหว่างประเทศ คงเป็นที่ประจักษ์แก่นายทุนทางการเงินและนายทุนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540 ที่ว่าบรรษัทเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายไม่เพียงแต่ตัวทุน (Capital) เท่านั้นแต่ยังสามารถเคลื่อนย้ายตลาด (Market) ได้ในเวลาเดียวกัน
รูปแบบการลงทุนของบริษัทข้ามชาติในไทยส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมทุน หรือ Joint venture ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าบริษัทของไทยยังขาดความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี และความรู้เกี่ยวกับตลาดที่จะเข้าไปลงทุน จึงต้องร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อให้ได้ประโยชน์จากบริษัทที่เป็น Joint Venture แทนการตั้งบริษัทใหม่
บริษัทข้ามชาติในไทยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนมาลงทุนในตลาดส่วนภูมิภาคที่มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่การเลือกตลาดที่จะไปลงทุนยังมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาตลาดใหม่มากกว่าที่จะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมีประสิทธิภาพในการแข่งขัน แต่ก็ต้องถือว่าบริษัทข้ามชาติในไทยหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีขององค์กรมากขึ้น
หากสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจข้ามชาติ คือเรื่องของความรับผิดชอบของบริษัทที่มีต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) เพราะโครงสร้างการทำธุรกิจข้ามชาตินั้นมุ่งแสวงหาทรัพยากร เพื่อการกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว
ภายใต้บริบทเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ย่อมไม่อาจปฎิเสธการเจริญเติบโตทางเหล่าบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่เพียงมุ่งแข่งขันและแสวงหาผลประโยชน์
นี่คือหนึ่งบริบททางสังคมใหม่ที่ประเทศอย่างเราๆ ต้องตระหนักและเฝ้าระวัง เพราะระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต การค้า การลงทุน ระบบสังคมของประเทศต่างๆ เพียงแค่คนหนึ่งกลุ่ม บริษัทหนึ่งบริษัทและรัฐหนึ่งรัฐเท่านั้น
|