ข้าวพื้นบ้านอีสาน คุณสมบัติที่หลากหลาย
ข้าว อาหารหลักของมวลมนุษยชาติที่ก่อเกิดและหล่อเลี้ยงชีวิตมายาวนาน ไม่ว่าชนชาติใดก็นิยมบริโภคข้าวเป็นอาหาร กระนั้นก็ตามผลผลิตข้าวทั้งโลกก็ยังไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงประชากรทั้งโลกให้หลุดพ้นจากความหิวโหยได้ กระบวนการคิดเพื่อการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นของนักวิชากรจึงมาบรรจบที่ข้าวเพิ่มวิตามินข้าวตัดแต่งพันธุกรรมและ เทคโนโลยีชีวภาพนั่นเอง
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ชื่อว่าเป็นเขตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเขตหนึ่งทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์รวมถึงพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะในประเทศไทยอนุมานได้ว่าในอดีตเคยมีพันธุ์ข้าวถึง 50,000-100,000 สายพันธุ์ หากการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการไม่ว่าจะเพื่อตานทานโรคแมลงหรือเพื่อเพิ่มผลผลิตกลับส่งผลให้ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันประมาณการได้ว่าพันธุ์ข้าวในประเทศไทยคงเหลืออยู่เพียง 6,000 สายพันธุ์เท่านั้น
โดยลักษณะของข้าวพื้นเมือง ไม่ว่าจะเกิดอยู่ ณ แหล่งใด จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับลักษณะนิเวศฯของที่นั้นๆได้อย่างเหมาะสม อย่างเช่น ข้าวพันธุ์สังข์หยด พันธุ์ข้าวพื้นเมืองจากจังหวัดพัทลุง ที่มีความเหมาะสมเฉพาะพื้นที่ เมื่อทดลองนำไปปลูกในแหล่งอื่น ก็ไม่สามารถได้ข้าวที่มีคุณภาพ และคุณสมบัติเฉกเช่นที่ปลูกในแหล่งกำเนิด หรือข้าวเหนียวเล้าแตก ข้าวพื้นเมืองของภาคอีสานที่สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในนิเวศน์นาอีสานที่เป็นดินทรายและมีความแห้งแล้งเท่านั้น
ภาคอีสาน ที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ที่มีความหลากหลายทั้งระบบนิเวศน์ ชาติพันธุ์ และทรัพยากรธรรมชาติ ดินแดนแห่งข้าวหอมมะลิอันเลื่องชื่อ แต่จะมีใครบ้างที่รู้ว่า อีสาน ไม่ได้มีเพียงข้าวหอมมะลิเท่านั้น แต่ยังมีสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านนับร้อยชนิดที่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งภาคตามลักษณะนิเวศน์และวัฒนธรรมที่แตกต่าง
ในแถบภาคอีสานตอนกลาง ที่มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลูกระนาด และที่ราบลุ่มน้ำท่วมขัง จึงมีสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ เช่นข้าวป้องแอ้ว ข้าวดอหมาหอน ที่เหมาะที่จะปลูกในเขตที่ดอน ข้าวเล้าแตก ที่เหมาะที่จะปลูกในเขตนาทุ่ง ข้าวขี้ตมใหญ่ ข้าวขาวใหญ่ที่เหมาะที่จะปลูกในเขตน้ำท่วมขัง หรือข้าวเจ้าสายบัว ข้าวเหนียวลอย ข้าวเจ้าลอย ที่เหมาะที่จะปลูกในเขตนาน้ำลึกหรือนาทาม ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเลือกปลูกข้าวแต่ละสายพันธุ์จะขึ้นอยู่กับลักษณะนิเวศน์เป็นหลัก นอกจากนี้เรื่องของวัฒนธรรม จะสามารถบ่งชี้ถึงลักษณะสายพันธุ์ของข้าวได้อย่างชัดเจน หรือทางแถบอีสานเหนือ ที่มีชุมชนไทยย้อ และผู้ไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ จะนิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ อย่างเช่น ข้าวอีโพน ข้าวกอเดียว ข้าวลำตาล ซึ่งจะมีความเหมาะสมกับลักษณะนิเวศน์ของพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นข้าวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอีกด้วย หรือในเขตที่สูง แถบเทือกเขาเพชรบูรณ์ ก็ปลูกข้าวไร่ เช่นข้าวพญาลืมแกง ข้าวปลาซิวหางปลาไหล ข้าวเจ้าแม้ว เป็นต้น
ข้าวพื้นบ้าน ข้าวให้ผลผลิตสูง
คำนิยามที่ว่า ความจำเป็นต้องพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่นั้นเนื่องเพราะข้าวพันธุ์ดั้งเดิมให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ อันส่งผลให้ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวลดลง เกิดการผสมข้าวข้ามสายพันธุ์เพื่อพัฒนาให้ได้ข้าวลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียว ก.ข. 6 ข้าวเจ้า ก.ข. 15 ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการตลาดเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวพันธุ์พื้นเมืองบางสายพันธุ์ที่เป็นความต้องการของเกษตรกรให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวพันธุ์ปรับปรุงบางสายพันธุ์เสียอีก
บุปผา สารรัตน์ เกษตรกรนักอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดร้อยเอ็ด ได้นำข้าวเหนียวพันธุ์ “เล้าแตก” มาทดลองปลูกและทำการพัฒนาพันธุ์ด้วยการคัดพันธุ์ให้มีความบริสุทธิ์ โดยในปีแรก ที่ยังไม่มีการคัดพันธุ์นั้น รวงที่สบูรณ์และติดเมล็ดมากที่สุดนับเมล็ดได้ 380 เมล็ด และในปีที่สองเมื่อเริ่มคัดพันธุ์ รวงที่สมบูรณ์และให้เมล็ดมากที่สุด นับได้ 420 เมล็ดต่อรวง และ 450 เมล็ด ในปีที่ 3 ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้ผลผลิตสูงหากมีการดูแลและปฏิบัติอย่างถูกวิธี
ข้าวพื้นบ้าน ข้าวจัดการโรคแมลงและศัตรูพืช
พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเกือบทุกสายพันธุ์ มีความทนทานต่อโรคแมลงและสภาพอากาศในท้องถิ่นที่ข้าวพันธุ์นั้นๆเกิดและเจริญเติบโตมาในขณะที่ข้าวหอมมะลิมีปัญหาโรคขอบใบแห้ง โรคคอรวงไหม้ หรือ ข้าว กข. 6 เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดด หรือหนอนกอ ข้าวสายพันธุ์พื้นบ้านกลับสามารถทนทานต่อโรคหลายชนิดได้ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวเหนียวอีแดงใหญ่ ข้าวเหนียวอีแดง ข้าวเหนียวแม่ฮ้างที่มีความทนทานต่อเพลี้กระโดดสีน้ำตาล ถึงแม้จะมีปัญหาเพลี้ยระบาด แต่ข้าวสายพันธุ์เหล่านี้ยังสามารถให้ผลผลิตในขณะที่ข้าวสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หรือข้าวเหนียวขี้ตมใหญ่อ่อนแอต่อหนอนกอ แต่เกษตรกรก็ใช้จุดอ่อนของข้าวสายพันธุ์นี้มาเป็นส่วนช่วยในการจัดการระบบแปลง เช่น บุปผา สารรัตน์ ใช้วิธีการปลูกข้าวเหนียวขี้ตมใหญ่ เพื่อเป็นกับดักล่อหนอนกอให้มากัดกินข้าวสายพันธุ์นี้เพียงอย่างเดียว เพื่อลดความรุนแรงในการระบาดสู่ข้าวสายพันธุ์อื่น
นอกเหนือจากนี้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านส่วนใหญ่ลำมีต้นสูงเจริญเติบโตเร็วมีใบกว้างใบยาวและมีจำนวนมากซึ่งสามารถกั้นแสงแดดไม่ให้ตกกระทบลงสู่พื้นดินได้ อันเป็นการปิดกั้นโอกาสในการสังเคราะห์แสง และการเจริญเติบโตของวัชพืชในแปลงนาให้ ทำให้วัชพืชในแปลงนาลดน้อยลง ซึ่งต่างกับข้าวพันธุ์ปรับปรุงใหม่ ที่มีลักษณะของใบที่ตั้งชัน ใบสั้น และแคบ ทำให้วัชพืชสามารถสังเคราะห์แสงได้ดีและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้าวพื้นบ้าน ข้าวเพื่อการแปรรูป
ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวส่งผลสืบเนื่องมาสู่ความหลากหลายของอาหารด้วยเช่นกัน การนำข้าวมาแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นทั้งเพื่อการถนอมอาหาร การเพิ่มรสชาติและรูปแบบในการบริโภคให้หลากหลายขึ้น ทำให้สามารถที่จะค้นพบความเหมาะสม และรูปแบบที่ลงตัว อย่างเช่น การแปรรูปข้าวเจ้าแดงเป็นขนมจีน การแปรรูปข้าวเหนียวขี้ตมใหญ่เป็นสาโท การแปรรูปข้าวเหนียวอีหนอนน้อยเป็นข้าวเกรียบว่าว การแปรรูปข้าวเหนียวเล้าแตกเป็นขนมนางเล็ด หรือการเลือกข้าวแต่ละสายพันธุ์เพื่อการทำขนมหรือใช้ในงานบุญหรือพิธีกรรมต่างๆ เช่นการเลือกข้าวเหนียวเล้าแตกเพื่อทำข้าวจี่ การเลือกข้าวเหนียวขี้ตมใหญ่เพื่อทำข้าวต้มมัด หรือการเลือกข้าวเหนียวกอเดียว ข้าวเหนียวอีโพน ในการทำข้าวเม่า เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น เยาวภา พรหมวงศ์ เกษตรกรจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ. ร้อยเอ็ด ปลูกข้าวเจ้าแดงเพื่อใช้ในการแปรรูปเป็นขนมจีนโดยเฉพาะ โดยขายให้กับกลุ่มแปรรูปในหมู่บ้าน ในราคา ก.ก. ละ 8 บาท ซึ่งนอกเหนือจากคุณสมบัติในการแปรรูปได้หลากหลายชนิดรวมถึงการหุงเพื่อการบริโภคก็ยังหุงขึ้นหม้อและได้รสชาติดีกว่าข้าวหอมมะลิถึงแม้ว่าผลผลิตต่อไร่จะด้อยกว่าข้าวหอมมะลิก็ตาม หรือ เกษตรกรบ้านนาโพธิ์ อ. เสลภูมิ จ. ร้อยเอ็ด ที่ปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านไว้หลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเจ้าแดง ข้าวก่ำ ข้าวเหลืองอ่อน เพื่อใช้ในการแปรรูปเป็นขนมขายเป็นหลัก
ข้าวพื้นบ้าน ข้าวแห่งความเชื่อและวัฒนธรรม
โดยวิถีชีวิตของเกษตรกรแล้วให้ความสำคัญกับสรรพสิ่งที่เป็นต้นสายแห่งการก่อเกิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน ผืนน้ำ ผืนฟ้า ผืนป่า และนาข้าว ดังนั้นความเชื่อและการเคารพบูชาสรรพสิ่งเหล่านี้จึงยังฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของเกษตรกร ทุกปียังต้องมีงานบุญบั้งไฟ ทุกปียังต้องมีบุญเผวด บุญกุ้มข้าวใหญ่ ต้องบูชาแม่โพสพ ต้องบูชาแม่ธรณี ต้องบูชาแม่คงคา
โดยเฉพาะเรื่องข้าว เกษตรกรให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ฉะนั้นเมื่อถึงฤดูกาลทำนาพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนาก็จะเริ่มต้นขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ การหาวันดีในการเอาฝุ่น หรือมูลสัตว์ลงนา ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเลือกเอาวัน 3 ค่ำเดือน 3 อันเป็น “ฮีต” หรือจารีตที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณกาลและสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ภายหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงของการหาวันดีในการไถดะ หรือไถนาครั้งแรก การหาวันดีในการหว่านกล้า หาวันดีในการปักดำ หรือ “ แฮกนา” โดยจะปักดำครั้งแรก จำนวน 9 ต้น เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้อง ก็จะมีพิธีรับท้องข้าว เมื่อข้าวสุกก็ต้องหาวันดีในการแรกเกี่ยว หาวันดีในการเอาข้าวขึ้นยุ้ง หาวันดีในการเปิดยุ้ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกษตรกรถือป ฏิบัติและสืบทอดกันมามาช้านาน ด้วยความเคารพในแม่โพสพผู้ให้กำเนิดข้าวเพื่อหล่อเลี้ยงมนุษย์นั่นเอง
ไทยเขมรแถบอีสานใต้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้าวเนียงกวง หรือข้าวนางคงโดยมีความเชื่อว่าข้าวสายพันธุ์นี้จะช่วยปกปักรักษาให้ข้าวในยุ้งในฉางคงอยู่ตลอดไป ตลอดยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมงคลของไทยเขมรอีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ความนิยมบริโภคข้าวเจ้าเมล็ดเล็กด้วยเชื่อว่ากินแล้วอยู่ท้องนานจึงยังคงทำให้ชาวบ้านยังคงปลูกข้าวพื้นบ้านเพื่อการบริโภคในครอบครัวโดยข้าวที่นิยมปลูกได้แก่ข้าวเนียงกวง ข้าวบองกษัตริย์ ข้าวนางร้อยใหญ่ เป็นต้น ดังนั้นการคงอยุ่ของข้าวพื้นเมืองในแถบนี้จึงขึ้นอยู่กับวิถีวัฒนธรรมเป็นหลัก หากเมื่อไหร่ที่พิธีกรรมถูกละเลยไป นั่นย่อมหมายความว่า พันธุ์ข้าวพื้นเมืองก็จะถูกลดความสำคัญลงทันที ซึ่งเป็นความเสี่ยงในการสูญเสียพันธุกรรมท้องถิ่นอย่างมาก
จะเห็นได้ว่า ข้าวพื้นบ้านแต่ละสายพันธุ์ต่างมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งแตกต่างกันออกไป หากแต่จะมีข้าวบางสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเด่นหลายๆข้อในสายพันธุ์เดียว อย่างเช่น ข้าวเล้าแตก ทีให้ผลผลิตสูง แปรรูปได้หลากหลาย มีความอ่อนนุ่ม ควบคุมวัชพืชได้ดี เป็นต้น แต่ทั้งนี้ข้าวพื้นบ้านบางสายพันธุ์ก็ยังมีข้ออ่อนอยู่ด้วยเช่นกัน เช่นข้าวเหนียวขี้ตมใหญ่ที่มีความอ่อนแอต่อโรคหนอนกอ หรือข้าวเหนียวนางนวนที่มีลักษณะรวงกระจัดกระจายทรงกอแผ่จึงล้มง่ายทำให้เกี่ยวยาก หากแต่มีความหอม ความอ่อนนุ่มมาก จึงเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรที่ชอบข้าวนิ่ม และหอม ถึงแม้จะมีความยากลำบากในการเก็บเกี่ยวก็ตาม
การคงอยู่ของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในภาคอีสานนั้นเพราะเหตุปัจจัยหลายๆด้านทั้งด้านลักษณะพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งพื้นที่สูง พื้นที่โคก พื้นที่ทุ่ง พื้นที่ทาม อีกทั้งลักษณะดินทรายที่มีความเค็มจากส่าเกลือ ประกอบกับอากาศที่แห้ง และแล้งจัด ด้านความมั่นคงทางอาหาร ความนิยมชมชอบในรสชาติของข้าวที่แตกต่างกัน ความเหมาะสมในการใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารที่หลากหลาย ด้านวัฒนธรรมและความเชื่อด้วยชาติพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งต่างก็มีความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป อันส่งผลถึงการเก็บรักษาและเพาะปลูกสายพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เหมาะสมและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตัวเอง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง หรือต้านทานโรคแมลงและความแห้งแล้งจะส่งผลให้ความนิยมในข้าวสายพันธุ์ใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายดังกล่าวข้าวพันธุ์พื้นบ้านก็ยังคงอยู่ในวิถีชิวิตของเกษตรกรอีสานจนถึงทุกวันนี้
หากแต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลอีกประการหนึ่งก็คือ ความต้องการที่ไม่มีความพอดีของมนุษย์บางประเภทที่กำลังจะเข้ามาทำลายความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวด้วยการคิดค้นข้าวพันธุ์ใหม่ๆผ่านห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ มาส่งเสริมให้เกษตรกรทดลองปลูกด้วยความคาดหวังการเป็นที่หนึ่งแห่งวงการค้าข้าว โดยมองเพียงแค่มูลค่าเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว หากแต่ในการดำรงชีวิตของเกษตรกร เงิน ไม่ได้เป็นคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้ายของชีวิต หากแต่ยังมีสังคมมีความเป็นชุมชน ความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วยทั้งสิ้น ซึ่งมุมมองของระบบธุรกิจกำลังจะเข้ามาทำลายความเป็นชุมชน ความเป็นสังคมชนบท ที่กำลังดำรงอยู่ท่ามกลางความล่มสลายของมิติทางวัฒนธรรมให้สูญสลายหายไปจากพื้นที่ทางสังคมหรืออย่างไร?
.
|