ขบวนการคนไร้ที่ดิน การยึดครองและการปลดปล่อย
 เรื่อง สุพาณี ธนีวุฒิ
ชื่อ "บราซิล" ถูกเรียกขานโดยชาวโปรตุเกสมาตั้งแต่ครั้งยุคอาณานิคม โดยเรียกตามชื่อพันธุ์ไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่ง สามารถใช้เปลือกทำเป็นสีย้อมสีแดง ที่นักล่าจากโพ้นทะเลโค่นทำลาย เพียงเพื่อนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก ราชสกุลชั้นสูง และเป็นสินค้าออกสำคัญของอาณาจักรโปรตุเกส
จากประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิลพบว่า ร่องรอยของประเทศเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งการกดขี่และยึดครอง นับตั้งแต่ชาวโปรตุเกสยกทัพขึ้นมาประกาศอำนาจเหนือแผ่นดินบราซิล มีการขุดใช้ทรัพยากร ครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมด ชนพื้นเมืองต้องหลบหนีเข้าป่า บ้างก็ถูกเข่นฆ่า เนื่องจากไม่ยอมจำนน ผลของการใช้ทรัพยากรอย่างล้างผลาญในยุคล่าอาณานิคมทำให้ป่าไม้ และทรัพย์ในดิน สินในน้ำดั้งเดิมหมดลง จากนั้นผู้ปกครองชาวโปรตุเกสจึงเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไปสู่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก เช่น ปลูกอ้อย ถั่วเหลือง และกาแฟ ในขณะนั้นผืนแผ่นดินของบราซิลได้ถูกจัดสรรเป็นแปลงขนาดใหญ่ให้กับเชื้อพระวงศ์โปรตุเกสเพียงไม่กี่ราย ส่วนแรงงานการผลิตก็ได้มาจากการอพยพทาสผิวดำมาจากแอฟริกา
ต่อมาไม่นานนักเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกกาแฟเป็นหลักได้ล่มสลายลง บราซิลจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์จากประเทศยุโรป แต่นั่นกลับยิ่งนำพาประเทศให้เข้าสู่การผูกขาดโดยทุนขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น แรงงานส่วนใหญ่ของโรงงานอพยพตัวเองมาจากชนบท ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะว่างงานอันเนื่องจากการนำเครื่องจักรเกษตรเข้ามาแทนที่แรงงานคน อย่างไรก็ตาม การสร้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองก็เกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ๆ เพราะเมื่อตลาดแรงงานอิ่มตัว โรงงานต่างพากันปรับลดต้นทุนลงด้วยการลดสวัสดิการของพนักงาน เช่น การให้ที่พักฟรี อาหารกลางวันฟรี และจากการปรับลดสวัสดิการทั้งที่อัตราค่าจ้างยังคงเดิมนั้นเอง ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอีกด้าน ทั้งปัญหาการว่างงานที่เกิดวิกฤติขึ้นพร้อมกันทั้งในภาคชนบทและเมือง ตลอดจนปัญหาชุมชนแออัดในเมือง
พัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปสอดคล้องกันกับพัฒนาการด้านการเมืองการปกครองกล่าวคือ เมื่อพ้นจากยุคล่าอาณานิคมที่มีเจ้าผู้ปกครองมาจากโปรตุเกสแล้ว การประกาศเอกราชของประชาชนชาวบราซิลกลับทำให้อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของเผด็จการทหารอีกหลายสิบปี และเมื่อยุคทหารจบลงรัฐบาลที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นรัฐบาลเสรีนิยมใหม่ที่ไม่เปิดโอกาสให้ขบวนประชาชนเติบโตงอกงาม
แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความบีบคั้นทั้งการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ และความไร้ประสิทธิภาพของนโยบายรัฐในการจัดการที่ดินสร้างแรงกดดันอย่างสูงต่อความอยู่รอดของคนในชนบท ทำให้กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ทั้งในชนบทและในเมืองเริ่มรวมตัวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนไร้ที่ดินในชนบท ซึ่งในท้ายที่สุดด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ความต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็นธรรม และต้องการแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของประชากร ได้ก่อให้เกิดเป็นขบวนการคนไร้ที่ดินแห่งประเทศบราซิล ในชื่อว่า "เอ็มเอสที"< Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra - MST>
ดังนั้น การก่อตัวของ "เอ็มเอสที" ในปี พ.ศ.2527 และปฏิบัติการในการยึดที่ดินของขบวน จึงไม่ใช่การยึดครองเพื่อครอบงำหรือครอบครอง เฉกเช่นที่ได้ถูกกระทำมาตลอดระยะเวลากว่า 500 ปีของประวัติศาสตร์ แต่การยึดครองที่ดินของ "เอ็มเอสที" คือการปลดปล่อยประชาชนสู่สังคมที่เป็นธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งบราซิล กล่าวไว้ว่า " รัฐมีหน้าที่ในการทำให้เกิดการปฏิรูปที่ดิน
และหากที่ดินใดไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือ การทำประโยชน์นั้นไม่สอดคล้องกับหน้าที่ทางสังคมแล้ว
จะต้องถูกนำมาใช้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน "
จากหลักการในรัฐธรรมนูญและสภาพความเป็นจริงของประเทศพบว่า ประชากรกว่า 4 ล้านครอบครัวเป็นคนไร้ที่ดิน และปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ทำให้ "เอ็มเอสที" ยึดเอาการปฏิรูปที่ดินและการปฏิรูปการเกษตรเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม
หากวิเคราะห์จากปฏิบัติการของขบวนการพบว่า ที่ดินที่มีการปฏิบัติการเข้ายึดนั้นมีสามลักษณะ ได้แก่ หนึ่งเป็นที่ดินที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่า ไม่ทำประโยชน์ของนายทุนเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ หรือที่เรียกในภาษาถิ่นว่า "ลาติฟูน"สองเป็นที่ดินที่มีการออกเอกสารสิทธิโดยทุจริตหรือมีการใช้ที่ดินเกินกว่าขอบเขตที่มีสิทธิครอบครองจริง และสามเป็นที่ดินที่ไม่สร้างประโยชน์ทางสังคม เช่น กรณีการเข้ายึดสถานีวิจัยและทดลองเมล็ดพันธุ์ตัดแต่งพันธุกรรมของบริษัทมอนซานโต
ผลจาก " การเลือกพื้นที่ปฏิบัติการ " นี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขบวนสามารถสร้างความชอบธรรมต่อสาธารณะได้ แม้ว่าจะถูกกระแสต่อต้านและโจมตีอย่างรุนแรงว่า เป็นพวกผู้ก่อการร้ายและไม่เคารพกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมบราซิลคือ ตลอดระยะเวลา 20 ปีของขบวนการ ทำให้คนไร้ที่ดินจำนวนไม่น้อยกว่า 350,000 ครอบครัวมีที่ดินทำกิน และชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้กำลังดีขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัยไม่สามารถทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินและการปฏิรูปที่ดินอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นได้เลย
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอีกมากในการสร้างความเข้มแข็งภายในขบวน อาทิ การจัดองค์กรที่เน้นการมีส่วนร่วมจากสมาชิกระดับรากหญ้า ไม่มีการนำเดี่ยว หรือ การประสานงานกับพันธมิตรรอบด้าน แต่สิ่งสำคัญที่อยากกล่าวถึง และถือเป็นจุดแข็งที่โดดเด่นมากในการจัดขบวนภายในของ "เอ็มเอสที" คือ การจัดการศึกษา
การศึกษา คือการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ คนบราซิลทั่วไปอยู่ในภาวะที่ถูกปิดกั้นการเรียนรู้มานาน อัตราการรู้หนังสือของประชากร แม้ในรัฐใหญ่ ๆ ก็มีประชากรที่รู้หนังสือเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ซึ่งสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่ออยู่ในเขตชนบทที่ห่างไกล "เอ็มเอสที" จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมากด้วยเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเกิดขึ้นภายใต้สังคมแห่งการเรียนรู้ สมาชิกจะต้องสามารถเรียนรู้เท่าทันกระบวนการความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมได้ ซึ่งการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้นั้นต้องดำเนินการตั้งแต่ระดับขั้นพื้นฐาน โดยการทำให้สมาชิกสามารถอ่านออกเขียนได้ก่อน ไปจนถึงการจัดการศึกษาในขั้นสูงขึ้นไปทั้งในระดับโรงเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
จากหลักการแปลงมาสู่รูปธรรมในทางปฏิบัติ โดยเมื่อใดก็ตามที่มีการเข้ายึดพื้นที่และมีการตั้งค่าย จะมีการแบ่งความรับผิดชอบภายในค่ายออกเป็นฝ่ายตามความจำเป็น ซึ่งจะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ฝ่ายการศึกษา โรงเรียนจะถูกตั้งขึ้นทันทีที่มีการตั้งค่าย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีสถานที่เรียนหนังสือ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่ได้มีโอกาสในการเรียนอ่านเขียน แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้กันในหลากหลายเรื่องราว อันจะนำไปสู่การสร้างสมาชิกที่มีคุณภาพ ตระหนักในภาระหน้าที่ของตนเอง อยู่ร่วมกันอย่างมีวินัย และเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุดมการณ์ของขบวนการ
เด็กหลายคนในค่ายล้วนมีประสบการณ์การถูกล้อเลียน กล่าวหา และด่าทอจากเพื่อนร่วมชั้นเมื่อต้องเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไป การตั้งโรงเรียนในค่ายและการจัดการศึกษาเองเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหา แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้การจัดการศึกษาถูกกล่าวถึงในฐานะกุญแจสู่ความสำเร็จของขบวน คือการศึกษาสามารถสร้างจิตสำนึกร่วม คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของขบวนการ ซึ่งจนถึงวันนี้ เด็ก ๆ ร้องเพลงประจำขบวนการได้อย่างเข้มแข็ง สายตาที่มองไปยังธงรูปชาวนาหญิงชายบนผืนผ้าสีแดงเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น และเมื่อมีคนถามว่าพวกเขาเป็นใคร จะได้คำตอบจากเสียงเล็ก ๆ ที่ดังฟังชัดว่า "เราคือลูกหลานของเอ็มเอสที"
จุดวิเคราะห์ที่สูงขึ้นไปกว่าการให้ได้ที่ดินมานั้น เกิดขึ้นจากการเรียนรู้และจากประสบการณ์ของสมาชิกในขบวนเองที่พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไปแล้วหากยังทำการผลิตในรูปแบบเดิม ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นการถูกกดขี่และผูกขาดอำนาจของชนชั้นนายทุนได้ ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้ที่ดินหลุดมือกลายเป็นคนไร้ที่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ขบวนการต่อสู้ของ "เอ็มเอสที" จึงจำเป็นต้องขยับเป้าหมายไปสู่การต่อสู้กับลัทธิทุนนิยมเสรีด้วย
"เอ็มเอสที" เสนอรูปธรรมในการจัดการความสัมพันธ์การผลิตใหม่ให้พ้นจากกรอบของทุนนิยมหลายประการ เช่น การส่งเสริมการทำสหกรณ์แบบรวมหมู่ ที่มีการรื้อฟื้นวัฒนธรรมเกษตรดั้งเดิม ส่งเสริมให้คนทำงานร่วมกัน และมีการแบ่งปันผลประโยชน์ตามสัดส่วนของเวลาและแรงงานที่ตนเองได้ลงไป หรือแม้แต่การจัดการที่ดินแบบรวมหมู่ที่สมาชิกทุกคนในค่ายจะเข้ามาทำงานร่วมกันด้วยความสมัครใจ และมีการนำผลผลิตที่ได้ไปใช้ในกิจกรรมร่วมของชุมชน เป็นต้น
ดังนั้น ปฏิบัติการบนผืนดินของ "เอ็มเอสที" คือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการสะท้อนการต่อกรความไม่เป็นธรรมในสังคมด้วยพลังของประชาชน
เป็นเพราะอุดมการณ์ที่มั่นหมายของขบวนการไม่ได้หยุดอยู่เพียงเพื่อการได้ครอบครองและทำกินบนที่ดินนั้น แต่มุ่งสู่การฟื้นฟูวัฒนธรรมเกษตรของชุมชนและการสร้างสังคมใหม่ที่เป็นธรรม "เอ็มเอสที" จึงเป็นขบวนประชาชนที่ยังก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์
"สังคมใหม่ คือสังคมแห่งความเสมอภาค สมาชิกในสังคมทำงานร่วมกันด้วยความสมัครใจ
เคารพในความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ เพศ และวัฒนธรรมของกันและกัน
เป็นการสร้างคุณค่าทางสังคมใหม่ ที่สามารถทำให้สมาชิกดำรงอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสมานฉันท์"
มาเรีย โกเรเต ดู โจเซ -ผู้ปฏิบัติการแนวหน้า เอ็มเอสที
|