1 ปี การค้าเสรีไทย - จีน
บทเรียนที่ต้องทบทวน
เรื่อง: สุพาณี ธนีวุฒิ
ที่มาของเขตการค้าเสรีไทย - จีน
เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน ( ASEAN ) พยายามเจรจา เพื่อให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศมหาอำนาจของเอเชียอย่างประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าในระยะที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัตินัก เนื่องจากเป็นการเจรจาระดับพหุภาคี ซึ่งยากที่จะทำให้ทุกประเทศลดท่าทีการเจรจาที่แข็งกร้าวและอ่อนข้อลงเอยในผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างลงตัว ดังนั้นการเจรจาการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน - จีน ( ASEAN-China ) จึงเป็นแค่กรอบการเจรจากว้าง ๆ ที่ยังไม่มีผลกับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ( ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, บรูไน, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และพม่า )
ความล้มเหลวในการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก ( World Trade Organization - WTO ) เป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคีมากขึ้น และประกอบกับความล่าช้าของการเจรจา ภายใต้กรอบอาเซียน - จีนเอง ยิ่งเป็นเหตุปัจจัยที่ผลักดันให้มีการเร่งเปิดเสรีล่วงหน้า (EARLY HARVEST) ระหว่างไทยกับจีนอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา
ภายหลังการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพียงไม่นาน นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น ก็ได้ลงนามความตกลงการเปิดเสรีล่วงหน้ากับประเทศจีน โดยมีสาระสำคัญคือ ลดอัตราภาษีนำเข้าของสินค้าประเภทผักและผลไม้ จำนวน 116 รายการที่อยู่ในพิกัดภาษีศุลกากร HS 01 - 08 ให้เหลือร้อยละ 0 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นมา
ในวาระครบรอบหนึ่งปีของการเปิดเสรีไทย - จีน จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ผลที่เกิดขึ้นหลังการเปิดเสรีเป็นอย่างไร และเหตุใดนับวันเสียงคัดค้านต่อการทำเขตการค้าเสรีจึงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพลวงของตลาดขนาดใหญ่
จีนเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ซึ่งในทางการค้านั้น หมายถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้ซื้อจำนวนมาก แต่หากเราพิจารณาถึงอำนาจซื้อของประชากรจะพบว่า รายได้ต่อหัวของประชากรจีนโดยเฉลี่ยเท่ากับ 960 ดอลลาร์ต่อปี นั่นหมายความว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน และมีประชากรเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่เป็นประชากรที่มีกำลังซื้ออย่างพอเพียง ( ตัวเลขประมาณการโดยสมาคมธุรกิจไทย - จีนพบว่า ประชากรในกลุ่มนี้มีจำนวน 300 ล้านคน ) ซึ่งประชากรกลุ่มดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่มีที่พักอาศัยกระจุกตัวอยู่ตามเมืองหลักทางทิศตะวันออกของประเทศ และมณฑลที่อยู่ติดทะเลซึ่งมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น ดังนั้นการเปิดเสรีโดยมีเป้าหมายที่ตลาดขนาดใหญ่ในประเทศจีน จึงเป็นเพียงภาพลวงจากตัวเลขประชากร โดยที่ความจริงมีผู้บริโภคจีนที่มีกำลังซื้อแค่ร้อยละ 20 ของประชากร
แม้ว่าผู้บริโภคเหล่านี้จะมีกำลังทรัพย์ในการจับจ่าย แต่ปัญหาจากรสนิยมของผู้บริโภคก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายการค้าด้วย กล่าวคือ แม้ว่าจะมีความพยายามใช้กลยุทธ์ทางการตลาดหลายประการ แต่พบว่า ผู้บริโภคชาวจีนกลับรู้จักผลไม้ไทยเพียงไม่กี่ชนิด เช่น มังคุด และทุเรียน ในขณะเดียวกันผลไม้เมืองร้อนอื่น ๆ เช่น ลำไย และส้มโอ ที่คาดว่าจะเป็นกำลังหลักในการผลักดันให้ตัวเลขการส่งออกผักและผลไม้ไทยทะยานขึ้น ก็ถูกแข่งขันด้วยผลไม้ชนิดเดียวกันที่ผลิตได้เองภายในประเทศจีน และดูเหมือนว่า ผลไม้จีนจะถูกปาก คุ้นลิ้นมากกว่าผลไม้จากประเทศไทย ดังกรณีของลำไยที่ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่กล่าวว่า เขาทราบดีถึงคุณภาพและรสชาติของลำไยไทย แต่ลำไยของจีนที่ปลูกในมณฑลฟูเจี้ยนนั้นทั้งรสชาติและขนาดดีกว่าของไทย ทำให้เป็นที่นิยมมากกว่าลำไยจากประเทศไทย จึงชี้ให้เห็นว่า การเปิดตลาดผลไม้ไทยกับผู้บริโภคชาวจีนนั้นยากเสียยิ่งกว่าการเจรจาลดภาษี
เปิดเสรีจริงหรือ
ก่อนหน้าการเปิดเสรีนั้น อัตราภาษีนำเข้าผักผลไม้ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60 ในขณะที่อัตราภาษีของประเทศจีนอยู่ที่ร้อยละ 28.7 - 63.8 ซึ่งตามทฤษฎีเมื่อมีการทำความตกลงลดภาษีจนเหลือศูนย์นั้นน่าจะสามารถลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการนำเข้าส่งออกระหว่างกันได้ดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า การส่งออกไปจีนหลังการลดภาษีกลับมีความยากยิ่งขึ้น ปัญหาอุปสรรคที่พบ ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายด้านพิธีการศุลกากรและการขนส่งภายในประเทศจีนสูงมาก ดังเปรียบเทียบจากการขนส่งลำไยโดยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต มีค่าใช้จ่ายประมาณ 175,000 บาทต่อตู้ ในขณะที่การขนส่งผลไม้จากจีนมาไทยมีค่าใช้จ่ายเพียง 20,000 บาทต่อตู้
- การลดภาษีเป็นเพียงการลดภาษีนำเข้า แต่ในการส่งออกสินค้านั้นจะต้องมีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีหลักการและมาตรฐานที่ต่างกันไปในแต่ละเมือง ตั้งแต่ระดับร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 15
- การกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยที่มีความเข้มงวดมาก และไม่มีการเปิดเผยผลการตรวจสอบ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการห้ามนำเข้าผลไม้ไทย นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ส่งออกยังมีราคาค่อนข้างแพง (ประมาณ 1,500 บาทต่อตัวอย่าง) ทำให้ผู้ส่งออกต้องคำนวณต้นทุนเรื่องนี้บวกไว้กับราคาด้วย
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ราคาของผลไม้ไทยแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่เป็นนัยสำคัญจากการลดภาษีหรือการเปิดเสรีเลย ดังข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว พบว่า ราคาลำไยก่อนการเปิดเสรีเท่ากับ 120 - 130 หยวนต่อตะกร้า (1 ตะกร้าบรรจุ 12 กิโลกรัม) เปรียบเทียบกับราคาลำไยหลังการเปิดเสรีเท่ากับ 100 - 120 หยวนต่อตะกร้า (1 ตะกร้าบรรจุ 12 กิโลกรัม) ซึ่งเมื่อราคาสินค้าไม่ถูกลง ก็ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถขยายตลาดไปยังผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางได้ เมื่อประกอบกับการขาดการประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องคุณค่าและรสชาติของผลไม้ไทยแล้ว ยิ่งทำให้หนึ่งปีของการเปิดเสรีล่วงหน้าเป็นได้แต่เพียงการเก็บเกี่ยว (HARVEST) ความล้มเหลวทางการตลาดมากกว่าการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ล่วงหน้า
มีใครได้ประโยชน์บ้างไหม
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนพบว่า มีข้อสังเกตที่น่าสนใจบางประการกล่าวคือ การนำเข้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้า โดยผู้นำเข้าต้องขออนุญาตจาก Entry-Exit Inspection and Quarantine Bureau (CIQ) ประจำเมืองท่าที่จะนำเข้า ซึ่งมีผู้ประกอบการจีนเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับใบรับรองอนุญาต (License) และนอกจากนี้ผู้ประกอบการชาวไทยแท้ ๆ ก็ยังไม่สามารถไปเปิดธุรกิจนำเข้าเองได้ หากผู้นำเข้าจีนเหล่านั้นไม่ต้องการนำเข้าผลไม้ไทย เราก็ไม่อาจเพิ่มการส่งออกได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ บริษัทส่งออกของไทยที่สามารถส่งออกได้มากกว่ารายอื่น ๆ นั้น เป็นบริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทนำเข้าจีน โดยการเข้าไปร่วมลงทุนธุรกิจด้วย ซึ่งนั่นก็หมายถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่ "เงินถึง - สายป่านยาว" จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจของคนไทยอีกต่อไป และ/หรือ การที่เจ้าของบริษัทขนาดใหญ่นั้นเป็นคนสองสัญชาติ (ไทย - จีน) ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้จากทั้งสองทิศสองทาง
ดังนั้น เกมการค้าเสรีในวันนี้ ผู้เล่นที่ได้ประโยชน์จึงไม่ได้เป็นเพียงทุนท้องถิ่นหรือเกษตรกรรายย่อยอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทธุรกิจข้ามชาติที่เอาประเทศไทยเป็นเดิมพัน
เราเสียอะไรไปบ้าง ???
หลังการเปิดเสรีไม่นานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อนุมัติงบประมาณหลายร้อยล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรในโครงการลดพื้นที่ปลูกกระเทียม อันเนื่องจากผลกระทบจากการนำเข้ากระเทียมราคาถูกจากประเทศจีน จนถึงบัดนี้พื้นที่การปลูกกระเทียมลดลงไปจากเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง และขณะเดียวกันมีเกษตรกรอีกจำนวนนับพันครอบครัวต้องเปลี่ยนแปลงอาชีพ ละทิ้งทักษะและอาชีพดั้งเดิมของตนเอง ไปสู่ภาคการผลิตอื่น ๆ อย่างไม่รู้อนาคต ส่วนเกษตรกรบางรายที่ยังอดทนทำการผลิตอยู่โดยไม่อุทธรณ์ต่อชะตากรรมที่รัฐและทุนขนาดใหญ่เป็นผู้กำหนดนั้นกล่าวแต่เพียงว่า "นี่เป็นอาชีพของเรา"
อีกภาพหนึ่ง เกษตรกรชาวสวนลำไยออกมาชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จากที่เคยหวังว่า การเปิดเสรีไทย - จีนจะทำให้ราคาลำไยดีขึ้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา และจะสามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที เพราะตลาดลำไยไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศจีนมากเป็นอันดับสองรองจากฮ่องกง แต่กลายกลับว่าเกษตรกรได้เรียนรู้ลึกซึ้งมากขึ้นจากราคาลำไยที่ตกต่ำลงเรื่อย ๆ และจากความล้มเหลวในมาตรการแทรกแซงของรัฐเอง
"โลกนี้มีพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อยอยู่น้อยลงกว่าเดิม การค้าเสรีไม่ได้ทำให้เกษตรกรร่ำรวยขึ้น แต่กลับจะทำให้เราถูกเบียดขับให้กลายเป็นคนชายขอบมากยิ่งขึ้น... กลไกตลาดภายในประเทศยังคงถูกควบคุมโดยทุนท้องถิ่น ที่ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศหนุนเสริมให้ทุนท้องถิ่นเหล่านั้นสยบยอมกับทุนที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่า และทำให้การค้ามีการผูกขาดมากกว่าเดิม"
เราอาจไม่รู้สึกอะไรกับการปรุงอาหารไทยด้วยกระเทียมจีน หรือ การที่เกษตรกรชาวสวนลำไยยากจนลงหรือเป็นหนี้มากขึ้น และเราอาจกำลังมีความสุขกับการบริโภคแอปเปิ้ลจีนที่มีราคาถูกกว่ามะม่วงไทย แต่สิ่งที่เราต้องตอบให้ได้คือ "เราจะเหลืออะไร" เมื่อการค้าทำให้เกษตรกร "ผู้ผลิตอาหาร" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ประเทศไทยต้องพึ่งพาอาหารจากการนำเข้ามากขึ้น และการค้าอาหารอยู่ในความควบคุมผูกขาดของทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย
การเปิดเสรีล่วงหน้า หรือ การเก็บเกี่ยวก่อน (EARLY HARVEST) เป็นเพียงก้าวแรกของการเปิดประตูการค้าระหว่างไทยและจีน เพราะในอนาคตอันใกล้ยังมีการเปิดเสรีเต็มรูปแบบรออยู่ ทั้งการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า สินค้าบริการ และการลงทุน
เป้าหมายข้างหน้าคือ การสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ( ASEAN - China ) ให้สมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2553 และต่อจากนั้นประเทศไทยก็จะเริ่มดำเนินการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ( FTA ) ระหว่างไทย - จีน เป็นวาระต่อไป
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นแม้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของผลจากการเปิดเสรีในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมา และการค้าเสรีไทย - จีน ก็เป็นเพียงหนึ่งปฐมบทของกระแสหลักของประเทศที่ชูนโยบายการค้าเสรี แต่เชื่อว่า ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถทำให้เราได้ฉุกคิด ปรับทิศทางการพัฒนาของประเทศอย่างระแวดระวังมากขึ้น และต้องไม่ปล่อยให้ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจบนฐานของผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว
|